สรุปหนังสือ Predictably Irrational – พฤติกรรมพยากรณ์

รู้สึกว่าถ้าอ่านหนังสือจบแล้วไม่สรุปไว้ซักหน่อย เวลาผ่านไปซักปีก็ลืมแทบหมดแล้ว จากนี้ไปก็เลยคิดว่าว่าจะสรุปหนังสือที่อ่านแล้วชอบไว้หน่อยครับ เน้นเอาไว้ให้ตัวเองอ่านเองนี่แหละ

Predictably Irrational เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral economics) คือการอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ของมนุษย์โดยอาศัยหลักจิตวิทยา หนังสือจะเล่าเรื่องว่ามนุษย์เรามีการตัดสินใจที่ดูไม่สมเหตุสมผลมากมาย (Irrational) ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก แต่จากการศึกษาเราพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถคาดการณ์ได้ (Predictable) ซึ่งความเข้าใจเรื่องนี้ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น หนังสือเล่มนี้มีแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ พฤติกรรมพยากรณ์


บทที่ 1: The truth about relativity

Predictably-Irrational-001

ถ้ามี A, B, A- คนจะเลือก A เพราะเวลาเราประเมินค่าของบางอย่าง เราเปรียบเทียบกับสิ่งที่คล้ายๆ กัน พวกนี้เรียกว่า Decoy products และเรามักจะเน้นเปรียบเทียบกับสิ่งที่เปรียบเทียบได้ง่ายที่สุด ตัวอย่างเคสนี้ เช่น

  • หนังสือ The Economist ตั้งราคาค่าสมัครสมาชิก 1 ปี เฉพาะเว็บไซต์ $59 เฉพาะสิ่งพิมพ์ $125 ทั้งสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ $125 → คนเห็นก็จะรู้สึกอยากซื้อแบบสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์ เพราะมันรู้สึกว่าคุ้มกว่า ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะอยากได้แค่เว็บไซต์
  • สมมติขายทีวี; พานาโซนิค 36 นิ้ว $690 โตชิบา 42 นิ้ว $850 ฟิลิปส์ 50 นิ้ว $1,420 → พอมีสามทางเลือก คนส่วนใหญ่จะเลือกตรงกลาง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริงๆ อันไหนดี
  • การตั้งราคาอาหารของร้านอาหาร การตั้งราคาของอาหารบางรายการให้แพงเข้าไว้ ช่วยกระตุ้นยอดขายของอาหารอันดับรองลงมา
  • ทริปไปเที่ยวต่างประเทศ 1. โรมพร้อมอาหารเช้า 2. ปารีสพร้อมอาหารเช้า 3. โรมไม่มีอาหารเช้า → พอมีสามตัวเลือกและ 1. ดีกว่า 3. ชัดเจน คนก็มีแนวโน้มจะเลือก 1
  • ถ้าจะไปออกเดท แนะนำให้พาเพื่อนที่หน้าตาคล้ายเราแต่ด้อยกว่าเรานิดนึงไปด้วย เราก็จะดูดีขึ้นมา
  • คนยอมขับรถ 15 นาทีไปซื้อปากกาที่ลดราคา $7 จาก $25 แต่ไม่ยอมขับไปซื้อสูทที่ลดจาก $455 ลงมา $7 เท่ากัน
  • เราอาจตัดสินใจได้อย่างง่ายดายถ้าจะจ่ายเงินเพิ่ม $3000 ในการเปลี่ยนเบาะให้รถที่ซื้อมาราคา $25,000 แต่เรากลับคิดแล้วคิดอีกกับโซฟาใหม่ราคา $3,000 เท่ากัน

ความเชื่อมโยงนี้ก่อให้เกิดปัญหา เพราะเรามักเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนอื่น ตัวอย่างเช่น

  • ความพึงพอใจของผู้ชาย มักขึ้นกับว่าเขาหาเงินได้มากกว่าสามีของน้องสาวภรรยาหรือเปล่า
  • พนักงานมักขอขึ้นเงินเดือน เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานได้เงินมากกว่า

บทที่ 2: The fallacy of supply and demand

Predictably-Irrational-002

การผูกติด (anchoring) มีผลระยะยาวต่อราคาที่เรายินยอมจะจ่ายเงินในสิ่งต่างๆ เมื่อเราตัดสินใจซื้อของที่ราคาใดแล้ว เราจะผูกติดกับราคานั้นไปอีกนาน ถึงแม้ราคานั้นจะเป็นสิ่งที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ (arbitrary coherence) โดยราคานั้นจะเริ่มมีผลเมื่อเราเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าจะซื้อสินค้าดังกล่าว เช่น

  • Savador Assael เป็นคนแรกที่นำไขมุกดำเข้ามาขาย หลังจากวางขายในร้านๆ เดียว พร้อมราคาสูงลิ่ว และลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ หลังจากนั้นสังคมก็ยอมรับไข่มุกดำเป็นอัญมณีประเภทหนึ่ง
  • เราตั้งใจจะซื้อทีวี เราอาจเห็นทีวี 57 นิ้วขายลดราคาในราคา $3,000 หลังจากนั้นเมื่อเราจะซื้อทีวี เราก็จะเกิดการเปรียบเทียบกับ $3,000 นี้เสมอ
  • คนที่ย้ายไปอยู่เมืองใหม่ มักจะยึดติดกับราคาบ้านที่พวกเขาเคยซื้อในเมืองเดิมที่ย้ายออกมา เช่น ย้ายจากเมืองที่บ้านราคาถูกมาเมืองที่บ้านแพง ก็ยอมอยู่บ้านเล็กลง แต่ขอจ่ายเท่าเดิม
  • การผูกติดนี้มีผลแม้จะมีความพยายามที่จะผูกติดใหม่ เรายังยืนยันราคาเดิมที่เราพบครั้งแรก

การทำตามพฤติกรรมของคนอื่น (herding) คือเช่นเราเห็นร้านอาหารนี้คนต่อแถวเยอะ ต้องอร่อยแน่เลย ส่วนการทำตามพฤติกรรมของตนเอง (self-herding) เช่น เราเคยกินร้านนี้อร่อย มาครั้งหน้าก็กินอีก

  • ตัวอย่างของเคสนี้คือ Starbucks; ก่อนจะมี Starbucks เราอาจเคยชินกับการกินกาแฟจากร้าน fast food ทั่วไป หรือไปกินที่ออฟฟิซ แต่มาวันหน่งมีเหตุให้เราได้เข้าไป Starbucks หลังจากนั้นเราก็เกิดการผูกติดใหม่เข้ากับ Starbucks จนราคากาแฟขนาดนี้กลายเป็นสิ่งปกติสำหรับเรา
  • Starbucks สามารถลบการผูกติดเดิมได้ด้วยความแตกต่างอย่างมากจาก solution เดิม ทั้งบรรยากาศร้าน การเรียกชื่อกาแฟ ของอื่นๆ ที่ขาย

เรื่องนี้ประยุกต์ใช้ก็คือ ก่อนที่เราจะซื้ออะไร ให้ลองคิดดูก่อนว่าราคานั้นมันเริ่มมาจากไหน และเมื่อเราซื้อของอะไรเป็นครั้งแรก ถึงแม้เราจะคิดว่าไม่มีผลกระทบอะไร แต่ความจริงคือราคานั้นจะอยู่ในใจเราอีกนานสำหรับของสิ่งนั้น


บทที่ 3: The cost of zero cost

Predictably-Irrational-003

การที่ของบางอย่างราคา 0 บาท หรือฟรีนั้นส่งผลบางอย่างต่อคนเรา บางครั้งนำเราไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี เช่น ไปซื้อของอย่างหนึ่ง แต่ได้ของอีกอย่างหนึ่งกลับมาเพราะ 1 แถม 1 ทั้งๆ ที่จริงๆ เราไม่ได้อยากได้เลย

การได้ของฟรีนี้มีผลมาจากมนุษย์กลัวการสูญเสีย ทุกการซื้อขายมีข้อดีข้อเสีย แต่เมื่อของบางอย่างกลายเป็นของฟรีขึ้นมา มันทำให้เราลืมข้อเสียไป เพราะถ้าเราเลือกของที่ไม่ฟรี มันมีโอกาสที่เราจะสูญเสียบางอย่าง (เช่น ของไม่เหมือนที่คาดหวัง) แต่ถ้าเราเลือกของฟรี เราไม่ต้องเสียอะไร

  • ผู้เขียนกล่าวถึงการทดลองขายช็อกโกแลต Lindt truffles ราคา $0.15 และ Hershey’s Kisses ราคา $0.01 ปกติ Lindt จะขายดีมาก แต่เมื่อทดลองลดราคาอย่างละ $0.01 ปรากฏว่า Kisses ขายดีถล่มทลาย ทั้งๆ ที่ Lindt ก็ราคาถูกกว่าปกติ

ทฤษฎีนี้ใช้ได้กับการแลกเปลี่ยนที่ไม่มีเงินมาเกี่ยวข้องเช่นกัน

  • ผู้ทดลองลองให้ช็อคโกแลต Kisses 3 ชิ้นกับเด็ก ถ้าเด็กให้คืนมา 1 ชิ้น จะได้ Snickers แท่งเล็ก แต่ถ้าคืนมา 2 ชิ้นจะได้แท่งใหญ่ โดยปกติเด็กก็เลือกคืนมา 2 ชิ้น แต่เมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขเป็น ให้คืนมา 1 ชิ้น ได้แท่งใหญ่ หรือเลือกหยิบแท่งเล็กไปฟรีๆ เด็กส่วนใหญ่เลือกจะหยิบแท่งเล็กไป ทั้งๆ ที่หากพิจารณาความคุ้มค่าแล้วการให้คืน 1 ชิ้นแล้วเอาแท่งใหญ่ไปคุ้มค่าที่สุด

ตัวอย่างเคสในความเป็นจริง

  • Amazon ให้จัดส่งฟรี ถ้าสั่งซื้อถึงกำหนด
  • ผู้เขียนเลือกซื้อรถจากการแถมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี 3 ครั้ง ทั้งๆ ที่จริงๆ อยากได้อย่างอื่น
  • เรายอมต่อแถวยาวๆ หรือกรอกฟอร์มเยอะๆ เพื่อรับของฟรี ทั้งๆ ที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นอาจได้ประโยชน์กว่า
  • เมื่อพิพิธภัณฑ์ประกาศให้เข้าชมฟรี คนจะเข้าชมจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ปกติบัตรมันก็ไม่ได้แพง
  • เรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในนโยบายสาธารณะ เช่น ให้คนเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ให้คนมาตรวจเลือด เพื่อรับสิทธิ์บางอย่างฟรีๆ

บทที่ 4: The cost of social norms

Predictably-Irrational-004

“ถ้าเราไปกินเลี้ยงบ้านแม่ยาย จู่ๆ ถามว่าต้องจ่ายเท่าไหร่สำหรับมื้อนี้ แม่ยายคงโกรธน่าดู” เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเราอยู่ในสังคมที่มี 2 บรรทัดฐาน คือ บรรทัดฐานทางสังคม (social norms) และบรรทัดฐานทางตลาด (market norms) ปกติสองอย่างนี้เราไม่ปนกัน

Social norms จะอบอุ่นและคลุมเคลือ เช่น เราช่วยเพื่อนยกโซฟา ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนต้องตอบแทนเราทันที ในขณะที่ market norms จะไม่อบอุ่นและไม่คลุมเคลือ มีการกำหนดกฎการแลกเปลี่ยนชัดเจน

  • ยกตัวอย่างเรื่อง sex → ไม่มีสามีหรือภรรยาคนไหนกลับบ้านแล้วเรียกร้องเงิน $50 สำหรับกิจกรรมทางเพศ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีโสเภณีคนไหนเรียกร้องรักแท้เช่นกัน

Social norms ยังทำให้เกิด motivation ที่มากกว่า มีการทดลองสนับสนุนคือให้ผู้เข้าร่วมการทดลองลากวงกลมไปเข้าสี่เหลี่ยมในจอคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 5 นาที โดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกให้รางวัล $5 กลุ่มที่สอง $0.05 และกลุ่มสุดท้าย $0

  • ผลปรากฏว่ากลุ่มสุดท้ายทำผลงานได้มากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มแรก
  • ถ้าเปลี่ยนจากรางวัล $5 และ $0.05 เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ → ผลออกมาไม่ต่างกันในทุกกลุ่ม แสดงว่าคนเราถือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เป็น social norms
  • แต่ถ้าบอกราคาก่อนทำ เป็นคุณจะได้ของรางวัลมูลค่า $5 และ $0.05 → ผลออกมาเหมือนให้เป็นเงิน

ตัวอย่างเคสในชีวิตจริงก็เช่นสมาคมผู้เกษียณอายุแห่งสหรัฐอเมริกาสอบถามทนายจำนวนหนึ่งว่าลดราคาค่าว่าความให้คนแก่เกษียนเหลือซัก $30 ได้ไหม ปรากฏว่าไม่มีใครเอาด้วย แต่พอขอให้ทำฟรี มีคนอยากทำเยอะเลย

การนำ market norms มาละเมิด social norms จะทำให้ social norms นั้นหายไปเลย และยากมากในการฟื้นฟูกลับมา ตัวอย่างเช่น

  • แต่เดิมผู้ปกครองที่มารับเด็กที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอาจมาสายบ้างบางครั้ง แต่มันมี social norms กำกับอยู่ พอมาสายก็เกรงใจ → แต่พอเริ่มการปรับเงินถ้ามาสาย ปรากฏว่ามาสายกันมากขึ้น เพราะคิดว่าสายแล้วก็จ่ายก็จบ → พอกลับไปเลิกปรับ คนยิ่งมาสายเยอะกว่าเดิม
  • เวลาไปออกเดทอย่าพูดถึงราคาต่างๆ เวลาไปงานเลี้ยงแม่ยายก็อย่าไปบอกว่าซื้อไวน์มาให้ราคา $60

บริษัทควรเลือกให้ดีว่าจะเอาแบบไหน ถ้าไปบอกว่าดูแลเหมือนญาติมิตร แปลว่ากำลังใช้ social norms แต่พอทำจริงดันไปเขี้ยวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็จะโดน market norms ละเมิด นำไปสู่ความโกรธแค้น ถ้าจะเขี้ยวก็ควร position ตัวเองเป็น market norms แต่แรก

หรืออย่างการดูแลพนักงาน ถ้าใช้ social norms เช่น ขอให้ทำงานล่วงเวลา แบบนี้ก็ควรอลุ่มอล่วยในบางเรื่องเช่นการช่วยเหลือเมื่อป่วย

Social norms เป็นวิธีที่ราคาถูกกว่า และได้ผลมากกว่า ในการกระตุ้น motivation


บทที่ 5: The power of a free cookies

Predictably-Irrational-005

เมื่อไม่มีเงินมาเกี่ยวข้อง social norms จะทำงานแทน market norms ตัวอย่างเช่น

  • ถ้ามีคนทำคุ๊กกี้มา 100 ชิ้นให้คนในออฟฟิซ (สมมติอร่อยและถูกมาก) ถ้าให้ฟรีคนจะเกรงใจกลัวคนอื่นไม่ได้ ทำให้หยิบไปน้อย แต่ถ้าตั้งราคามาคนแรกๆ จะไม่เกรงใจ ซื้อไม่อั้น
  • เวลาไปงานเลี้ยง เราจะหยิบของกินมาน้อยกว่า ทั้งๆ ที่อยากกินมาก แต่กลัวคนอื่นไม่ได้
  • เหตุผลเดียวกับที่ไม่มีใครกินอาหารชิ้นสุดท้ายบนจาน

หากเปลี่ยนจากการใช้เงิน เป็นใช้ความพยายามแทน (เช่น ให้ทำกิจกรรมบางอย่าง) ผลลัพธ์ที่ได้คือคนเราจะเกรงใจน้อยกว่าตอนได้ฟรี แต่ไม่ถึงกับเหมือนตอนใช้เงิน

  • การทดลองทำโดยขายของโดยแลกกับเงิน $0.1, พับกระดาษ หรือหยิบไปเลยฟรีๆ → คนจ่ายเงินเยอะสุด รองลงมาคือพับกระดาษ ส่วนหยิบฟรีน้อยสุด

ผู้เขียนแสดงความกังวลต่อการเก็บ carbon credit เมื่อเริ่มเก็บเงิน มันจะกลายเป็นใช้ market norms แทน social norms ซึ่งบางบริษัทอาจเลือกยอมจ่ายเงินแทนการรักษาสิ่งแวดล้อม


บทที่ 6: The influence of arousal

Predictably-Irrational-006

บทนี้พูดถึงว่าเมื่ออารมณ์ของเราถูกปลุกเร้า การตัดสินใจต่างๆ ของเราจะผิดไปจากปกติ ทีมทดลองทำการทดลองโดยให้นักศึกษาตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ (เช่น คุณจะสวมถุงยางอนามัยหรือไม่) ในภาวะปกติ และในภาวะที่มีการปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ

ผลปรากฎว่านักศึกษาล้วนคาดการณ์พฤติกรรมตนเองผิดไปมาก เมื่อมีการปลุกเร้าอารมณ์ หลายๆ คนตอบคำถามว่ายินยอมมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอายุ 60 ปี, ยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ตนเกลียด หรือยินยอมวางยาเพื่อมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ

ช่วงท้ายของบทก็พูดเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ ควรกำหนดไว้สำหรับสถานการณ์ที่เราสูญเสียตัวตนจากอารมณ์ปลุกเร้าต่างๆ เช่น การคุมกำเนิด การคุมความเร็วขณะขับรถ เป็นต้น


บทที่ 7: The problem of procrastination and self-control

Predictably-Irrational-007

การผัดวันประกันพรุ่งมีพื้นฐานเหมือนกันกับบทที่แล้ว คือเมื่อเราปกติ เรามีความตั้งใจอันดี ตั้งใจจะออมเงิน ตั้งใจจะทำเพื่อสุขภาพของตนเอง แต่เมื่ออารมณ์ถูกปลุกเร้า เราสูญเสียการตัดสินใจเพื่อผลอันดีในระยะยาวนั้น

ทีมทดลองทำการทดลองโดยให้นักศึกษาส่งงาน 3 ชิ้น กลุ่มแรกให้กำหนดวันส่งงานทั้งสามชิ้นเอง กลุ่มที่สองกำหนดส่งวันสุดท้าย และกลุ่มสุดท้ายกำหนดวันส่งมาให้เป็นสามระยะ → ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สามมีผลการเรียนดีสุด ตามมาด้วยกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่สองแย่สุด → สรุปว่านักศึกษาจะไม่ทำงานจนกว่าจะจวนตัวจริงๆ และเราเองมักประเมินความรุนแรงความผัดวันประกันพรุ่งของตัวเราเองต่ำไป

การเผด็จการอาจได้ผลดีที่สุด แต่ก็อาจไม่ practical ในชีวิตจริง ดังนั้นการเปิดให้คนกำหนดเส้นตายของตัวเองอย่างน้อยก็ยังพอช่วย

  • ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ก็เช่นการตรวจสุขภาพ ให้เก็บเงินประกันไว้ก่อน เมื่อมาตรวจจริงก็ค่อยได้เงินคืน
  • บริษัทรถยนต์นัดตรวจระยะตามระยะทาง และทำให้แต่ละครั้งที่มาตรวจง่ายขึ้น
  • ผู้เขียนเสนอบัตรเครดิตแบบมีการควบคุมวงเงิน เช่น ห้ามกินขนมหวานบางช่วงเวลา ห้ามใช้จ่ายในบางประเภทเกินค่าบางอย่าง เป็นต้น

บทที่ 8: The high price of ownership

Predictably-Irrational-008

บทนี้พูดถึงว่าเรามักให้คุณค่าของสิ่งที่เราเป็นเจ้าของสูงกว่าที่คนอื่นมองเห็นมัน

ทีมทดลองทำการทดลองกับนักศึกษาที่ต่อคิวจับฉลากตั๋วชมบาสเก็ตบอล นักศึกษาที่ได้รับตั๋วยอมขายที่ราคา $2,400 แต่นักศึกษาที่ไม่ได้ตั๋วยอมซื้อที่ราคาเพียง $170 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจาก 3 เหตุผล

  • เรามักตกหลุมรักในสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ เช่น เมื่อเราจะขายรถ ความทรงจำของเราเกี่ยวกับรถของเรามากมายก็ผุดขึ้นมา ทำให้เราตีค่าสูงเกินจริง
  • เรามักโฟกัสกับสิ่งที่เราจะเสีย มากกว่าสิ่งที่เราจะได้ เช่น เมื่อขายบัตรบาสเก็ตบอล เราก็นึกไปถึงประสบการณ์การดูบาส หรือขายรถ เราก็นึกไปถึงประสบการณ์ที่ได้จากรถนั้น
  • เรามักคิดว่าคนอื่นจะมีมุมมองต่อของรักของเราเหมือนเรา ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่ใช่ เช่น เวลาขายรถซื้ออาจมองเห็นรถเก่าๆ คันหนึ่ง

ความรู้สึกเป็นเจ้าของยังมีความประหลาดอีกสองประการ

  • ยิ่งทุ่มเทมากยิ่งเห็นค่ามาก → Ikea effect ประกอบเฟอร์นิเจอร์มาด้วยมือตนเอง
  • เรามีความรู้สึกเป็นเจ้าของได้ก่อนจะได้ของจริงๆ → เช่น เวลาประมูลใน ebay ยิ่งประมูลนาน ผู้ประมูลที่มีราคานำยิ่งรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น
  • ประการหลังนี้ยังประยุกต์ใช้ในธุรกิจโฆษณา เมื่อเราเห็นโฆษณาบ่อยๆ เราจะรู้สึกเป็นเจ้าของไปโดยไม่รู้ตัว หรือพวกสินค้าที่ให้ทดลองใช้ก่อน → premium package xx บาท/เดือน พอได้ใช้จริงก็ไม่กลับไป package ธรรมดาแล้ว

ความรู้สึกเป็นเจ้าของยังรวมไปถึงไอเดียด้วย เมื่อเรามีไอเดียใด เรามักรู้สึกเป็นเจ้าของไอเดียนั้น ทำให้เปลี่ยนยาก


บทที่ 9: Keeping doors open

Predictably-Irrational-009

บทนี้เปิดเรื่องมาด้วยการเล่าเรื่องของแม่ทัพจีนที่เผาเรือเสบียงของตนเอง เพื่อให้เหลือแค่สองทางเลือกคือ ไม่สู้จนชนะ ก็ตาย

คนเรามักเหลือทางเลือกไว้ให้ตนเองมากที่สุด ทั้งๆ ที่จริงๆ การทำแบบนี้มักไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น เรามักซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเกินจำเป็น “เผื่อ” วันนึงได้ใช้ เรามักให้ลูกทำกิจกรรมทุกอย่าง “เผื่อ” จะเจออันที่มีพรสวรรค์ หรือเราซื้อรถขับเคลื่อนสี่ล้อ “เผื่อ” ได้ไปเที่ยวป่า

มีการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ คือให้นักศึกษาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีประตู 3 บาน ให้คลิกที่ประตู แต่ละครั้งก็จะได้รางวัลต่างๆ กันไป การเปลี่ยนประตูก็มีราคาต่างไปในแต่ละการทดลอง บางครั้งถ้าประตูไหนไม่ได้คลิกนานๆ ก็จะหายไป → สรุปก็คือยังไงผู้รับการทดลองก็อดไม่ได้ที่จะไม่ปล่อยให้ประตูหายไป ทั้งๆ ที่โดยรวมแล้วกลับทำให้รางวัลที่ได้ลดลง

อย่างไรก็ดีเราก็ต้องรู้ตัวว่าชีวิตจริงก็เหมือนมีประตูที่ค่อยๆ ปิดลงเสมอ เช่น โอกาสที่จะได้เล่นกับลูกในวัยเด็ก โอกาสที่จะได้อยู่กับคนที่รัก สิ่งที่เราควรทำคือ เลือกเหลือแต่ประตูบานที่สำคัญกับชีวิตเราจริงๆ แล้วปิดประตูที่ไม่จำเป็นลงบ้าง

บางครั้งเมื่อเหลือทางเลือกน้อย การไม่ตัดสินใจซักทีอาจเป็นเรื่องเลวร้ายกว่า เช่น เลือกรุ่นกล้องอยู่นานจนไม่ได้ถ่ายรูป หรือสภาพิจารณากฎหมายไม่เสร็จซักที ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์


บทที่ 10: The effect of expectations

Predictably-Irrational-010

ความคาดหวังเปลี่ยนมุมมองของเรา สิ่งที่เราเชื่อว่าจะดีก็มักจะดี สิ่งที่เราเชื่อว่าจะแย่ก็มักจะแย่ ทีมทดลองทำการทดลองโดย

  • เบียร์ธรรมดากับเบียร์ผสมน้ำส้มสายชูองุ่น ถ้าไม่บอกล่วงหน้าคนจะบอกแบบผสมอร่อยกว่า แต่พอบอกคนจะบอกเบียร์ธรรมดาอร่อยกว่า
  • กาแฟที่มีส่วนผสมแปลกๆ ถ้าใส่ส่วนผสมเหล่านั้นในภาชนะที่ดูดี คนมีแนวโน้มจะบอกว่ายอมจ่ายเพื่อการแฟนั้น

ตัวอย่างอื่นๆ

  • คนมักรู้สึกว่าอาหารนั้นหรูหราถ้าเมนูนั้นมีชื่อหรูๆ ส่วนผสมจากต่างประเทศ
  • คนมักคิดว่าหนังดี ถ้ารีวิวดี
  • คนรู้สึกว่าโค้กอร่อยกว่า ถ้าเห็นแบรนด์โค้ก แต่ถ้าปิดแบรนด์จะรู้สึกเป๊ปซี่อร่อยกว่า

Stereotype – ทัศนคติต่อกลุ่มคน ไม่ได้ส่งผลต่อแค่การที่เรามองผู้อื่น แต่ส่งผลต่อการที่เรามองตนเอง

  • การทดลองทำโดยให้ผู้หญิง asian-american สองกลุ่ม กลุ่มแรกตอบคำถามเกี่ยวกับเพศของตนเอง กลุ่มที่สองตอบคำถามเกี่ยวกับเชื้อชาติ → กลุ่มที่สองทำคะแนนทดสอบเลขได้ดีกว่า
  • การประยุกต์ใช้ก็เช่น ให้ข้อมูลนโยบายบางอย่าง โดยไม่บอกว่าเป็นนโยบายจากพรรคไหน ก็อาจลดอคติลงได้

บทที่ 11: The power of price

Predictably-Irrational-011

ของที่ราคาแพงทำให้เราเชื่อว่าของนั้นเป็นของดี ทีมทดลองทำการทดลอง placebo effect โดยทดสอบยาแก้ปวดชนิดเดียวกัน แต่บอกราคาต่างกัน ผลปรากฏว่าผู้รับการทดลองบอกว่ายาที่แพงกว่าได้ผลดีกว่า

  • อีกการทดลองคือขายเครื่องดื่มชูกำลังที่ราคาเต็มกับลดราคา กลุ่มที่ซื้อราคาเต็มบอกว่ารู้สึกมีแรงกว่า
  • ขายเครื่องดื่มบำรุงสมองแบบราคาปกติกับลดราคา กลุ่มที่ซื้อราคาปกติก็ทำแบบทดสอบออกมาได้คะแนนดีกว่า
  • เรื่องนี้ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่นกัน เราเชื่อว่ารถแพงกว่าขับดีกว่า โซฟาแพงกว่านั่งสบายกว่า

ผู้เขียนพูดต่อไปถึงเรื่องนโยบายสาธารณสุขว่ามีปัญหาต้องจัดการกับความเชื่อแบบนี้ของประชาชน


บทที่ 12: The cycle of distrust

Predictably-Irrational-012

ธุรกิจต่างๆ มักมีพฤติกรรมหลอกลวงผู้บริโภค เช่น โฆษณาแบบหนึ่งแต่ใส่ดอกจันเล็กๆ ไว้ เราจึงมีแนวโน้มจะไม่เชื่อใจสิ่งที่ธุรกิจเหล่านี้บอก

ทีมทดลองทำการทดลองโดยตั้งซุ้มแจกเงิน $1 $5 $10 $20 และ $50 ผู้คนที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเข้ามาดูและสอบถามแบบไม่ค่อยเชื่อว่าหยิบเงินไปได้จริงหรือ ถึงแม้แจก $50 ก็ยังมีคนที่เห็นป้ายและเดินมาหยิบจริงๆ แค่ 19% → คนไม่เชื่อว่าจะมีการแจกเงินจริงๆ โดยไม่ทำอะไรแลกเปลี่ยน

โศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ (tragedy of the commons) เมื่อมีผู้ใช้ทรัพยากรส่วนรวมที่มากเกินกว่าอัตราการผลิต จะทำให้ทรัพยากรนั้นหมดลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อทุกคนรวมถึงคนที่ใช้มากกว่าคนอื่นนั้นด้วย เรื่องนี้อธิบายเหตุผลที่เราไม่เชื่อใจธุรกิจต่างๆ เพราะความเชื่อใจเป็นสาธารณสมบัติอย่างหนึ่ง เมื่อมีคนละเมิดบ่อยๆ จึงทำให้ไม่มีใครเชื่อใจธุรกิจต่างๆ อีกต่อไป

ถึงแม้เราอยากเป็นคนซื่อสัตย์ แต่เมื่อความเชื่อใจหมดไปแล้ว เราก็อยู่ไม่ได้ ตัวอย่างคือเว็บหาคู่ ทุกคนที่เข้ามาคิดว่าคนที่ลงข้อมูลในนั้นจะลงข้อมูลเกินจริง พอเราลงข้อมูลตามตรง ผู้อื่นจึงหักลบส่วนเกินออก กลายเป็นไม่มีใครสนใจเรา

วิธีฟื้นฟูความเชื่อมั่น คือทำทุกอย่างอย่างโปร่งใสและจริงใจ และเมื่อมีเคสที่ไม่ดีก็เป็นฝ่ายติดต่อไปยังลูกค้าก่อนเรื่องจะบานปลาย


บทที่ 13: The context of our character, part I

Predictably-Irrational-013

มูลค่าความเสียหายจากการลักขโมยและฉ้อโกงของพนักงานบริษัทในแต่ละปีสูงถึง $600,000 ล้าน ในขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการจี้ปล้นรวมแล้ว $525 ล้าน ซึ่งความเสียหายจากพนักงานบริษัทนั้นสูงกว่าลิบ จึงเกิดเป็นคำถามว่าคนดีๆ ใส่สูทผูกไทเหล่านี้ เหตุใดจึงไม่ซื่อสัตย์กันมากนัก

ความไม่ซื่อสัตย์นั้นแบ่งเป็นสองแบบ แบบแรกคือเช่นพวกโจรที่ตั้งใจไปปล้น อันนี้ไม่ซื่อสัตย์แบบตรงๆ แต่แบบที่สองคือคนที่คิดว่าตนเองซื่อสัตย์ แต่มักจะทำตัวไม่ซื่อสัตย์เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

ทีมทดลองทำการทดลองกับนักศึกษา โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาโกงคำตอบได้ต่างๆ กัน ผลปรากฏว่ายิ่งเปิดโอกาสให้โกงมาก คนก็จะยิ่งโกง แต่จะไม่มีใครโกงโดยสมบูรณ์แบบ (คือไม่โกงจนได้คะแนนเต็ม)

ความสำนึกผิดของเราจะทำงานเมื่อกระทำความผิดครั้งใหญ่ๆ (เช่น ขโมยคอม) แต่จะไม่ทำงานกับเรื่องเล็กๆ เช่น ฝ่าไฟแดงตอนตีสี่ ขโมยปากกาด้ามเดียวจากออฟฟิซ

การออกกฎต่างๆ มาควบคุม ไม่ทำให้คนซื่อสัตย์ขึ้น คนก็ยังหาช่องทางที่จะละเมิดได้เสมอ แต่จากการทดลองดูเหมือนหากให้คนกล่าวคำปฏิญาณเกี่ยวกับคุณธรรมบางอย่าง หรือเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ จะช่วยลดเรื่องเหล่านี้ลงได้บ้าง


บทที่ 14: The context of our character, part II

Predictably-Irrational-014

เราจะมีแนวโน้มจะไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น เมื่อสิ่งที่เราจะขโมยนั้นห่างจากเงินสดออกมา ผู้เขียนได้ทำการทดลองโดยวางกระป๋องโค้กไว้ในตู้เย็นรวม ส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 72 ชม. แต่หากวางเงินไว้เท่ากัน มันจะไม่หาย

ทำการทดลองเรื่องการโกงข้อสอบอีกครั้ง คราวนี้มีกลุ่มหนึ่งที่แทนที่จะให้รางวัลเป็นเงิน ให้เป็น token แทนแล้วไปแลกเป็นเงินอีกที ปรากฏว่ากลุ่มที่ได้เป็น token โกงเยอะกว่ากลุ่มอื่นๆ มากๆ แถมคนที่โกงแบบไม่ยั้งก็เยอะขึ้น

นี่เป็นเหตุผลที่มีการโกงมากมายอยู่ในโลกธุรกิจ ผู้เขียนยังแสดงความเป็นห่วงเมื่อโลกอันใกล้ๆ นี้เราจะใช้เงินสดน้อยลงเรื่อยๆ เราก็มีแนวโน้มจะโกงได้ง่ายๆ มากขึ้น


บทที่ 15: Beer and free lunches

Predictably-Irrational-015

บทนี้เปิดมาด้วยเรื่องการทดลองสั่งเบียร์ในร้านอาหาร เรามักจะสั่งเบียร์โดยได้รับอิทธิพลจากคนก่อนหน้า เช่นในสังคมตะวันตกที่เน้นเรื่อง uniqueness ก็จะสั่งให้ไม่ซ้ำ ในขณะที่สังคมตะวันออกที่เน้น conformity ก็จะสั่งให้เหมือนๆ กัน ทั้งสองกลุ่มล้วนได้กินเบียร์ที่ไม่ได้อยากกิน → ทางแก้คือคิดเอาไว้ก่อนว่าจะกินอะไรแล้วสั่งเลย

จริงๆ คือเปิดเรื่องมาเพื่อจะเข้าสู่บทสรุปของหนังสือว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักและตัวเราเองมักคิดว่าเราเป็นคนมีเหตุผล แต่ความจริงแล้วการตัดสินใจต่างๆ ของเรามีอิทธิพลภายนอกต่างๆ มากมาย ซึ่งนำไปสู่ความไม่สมเหตุสมผล แต่การศึกษาความไม่มีเหตุผลเหล่านี้จะพบว่ามันมีแบบแผนบางอย่าง และมันมักจะคาดเดาได้ (predictable)


ก็จบแล้วครับสำหรับการสรุปหนังสือเล่มนี้ จริงๆ โดยรวมแล้วก็มีหลายอย่างที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ข้อสรุปที่ 100% นะครับ อย่างเรื่องของฟรีนี่ จริงๆ มันก็ขัดกันเองกับบท cycle of distrust นะครับ คือเวลาบริษัทจะแจกอะไรฟรี เราก็มักจะเคลือบแคงใจว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรหรือเปล่าอยู่เสมอ เป็นต้นครับ แต่เนื่องจากวันนี้มาสรุปหนังสือ จึงไม่ขออภิปรายประเด็นเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรนะครับ

อย่างไรผมคิดว่ามีประโยนช์ต่อตัวผมเองหากจะนึกถึงเนื้อหาอีกครั้งในอนาคต หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านที่แวะเข้ามาอ่านเช่นกันนะครับ

ไว้โอกาสหน้ามาสรุปหนังสือเล่มอื่นต่อไปครับ 🙂


Rath Panyowat Avatar

Comments

  1. Waris Mukdasanit Avatar

    ขอบคุณครับ


  2. Parin Tanawong Avatar

    ผมเพิ่งเข้ามาอ่านบล็อกคุณเป็นครั้งแรก รู้สึกได้ความรู้ดีครับ หลัง ๆ ไม่ค่อยเห็นมีใครเขียนอะไรยาว ๆ แล้ว เห็นมีแต่เขียนสั้น ๆ แบบ สเตตัสเฟสบุ๊คกันทั้งนั้น ขอบคุณที่แบ่งปันครับ จะเข้ามาอ่านบ่อย ๆ ครับ 🙂


    1. Rath Panyowat Avatar

      ขอบคุณครับ ดีใจที่ชอบนะครับ ^.^


  3. narnia Avatar
    narnia

    ชอบมากค่ะ เคยอ่านเล่มนี้เมื่อนานมาแล้ว มาอ่านสรุปอีกทีดีมากเลย ทำให้เข้าใจตัวเองและมนุษย์มากขึ้น แล้วก็เอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันและที่ทำงานได้ด้วย คุณสรุปได้ดีมากๆ


  4. Pao Avatar
    Pao

    ขอบคุณมากครับ ที่เสียสละเวลามาแบ่งปัน


  5. waiwai Avatar
    waiwai

    ชื่นชอบ และ ชื่นชม มากๆครับผม


  6. Jo Avatar
    Jo

    ขอบคุณมากครับ กำลังอ่านเล่มนี้พอดี
    สรุปได้ดีมากครับ


  7. CK Avatar
    CK

    ขอบคุณที่สละเวลาสรุปหนังสือดีๆมาให้อ่านนะคะ จะติดตามต่อไปเรื่อยๆค่า เป็นประโยชน์มากเลย 🙂


  8. ณัฐพล Avatar
    ณัฐพล

    ขอบคุณมากครับ


  9. KU.WI Avatar
    KU.WI

    สรุปได้ดีมากๆๆๆครับ เข้าใจง่าย


  10. Apiwat Tangjai Avatar
    Apiwat Tangjai

    ขอบคุณมากครับ สรุปได้น่าอ่านมากๆ


  11. wanthida Avatar
    wanthida

    ขอบคุณมากค่ะ


  12. บอย Avatar
    บอย

    ขอบคุณครับ ช่วยสรุปให้ละเอียดเลย อ่านต่อหลังจากการอ่านเล่มแปลจบ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

©2025 Rath Panyowat. All rights reserved.