หลังจากเล่มที่แล้วที่สรุปหนังสือ Predictably Irrational ไป วันนี้จะมาสรุปหนังสืออีกเล่มที่ได้อ่านช่วงนี้ครับชื่อว่า Give and Take: Why Helping Others Drives Our Success หรือในชื่อภาษาไทยว่า แค่รู้วิธีให้ คนรับได้เท่าไหร่ คนให้ได้มากกว่า
หนังสือเล่มนี้โดยรวมเกี่ยวข้องกับเรื่องของการให้ ช่วงครึ่งแรกจะเน้นการอธิบายเหตุผลต่างๆ ที่การเป็นผู้ให้ช่วยให้หลายๆ คนก้าวสู่ความประสบความสำเร็จ ส่วนช่วงหลังจะเน้นพูดเรื่องการเป็นผู้ให้อย่างไรไม่ให้ถูกเอาเปรียบ ไปจนถึงการปรับสังคมเพื่อให้มีผู้ให้มากขึ้น และเกิดประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น
บทที่ 1: Good Returns

ผู้เขียนแบ่งคนบนโลกนี้ออกเป็น 3 ประเภท ตามวิธีการที่เราปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
ผู้รับ (takers) คือ คนที่ชอบเป็นฝ่ายรับมากกว่าให้ เน้นแต่ประโยชน์ส่วนตน เชื่อว่าโลกนี้มีทรัพยากรอยู่จำกัดและอยู่กันแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ตนเองต้องตักตวงผลประโยชน์มาให้ได้มากที่สุด
ผู้ให้ (givers) คือ คนที่ชอบเป็นฝ่ายให้มากกว่ารับ เน้นผลประโยชน์ส่วนรวม
ผู้แลกเปลี่ยน (matchers) คือ คนที่เน้นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมกัน ใครให้มาก็ตอบแทน ใครทำไม่ดีมาก็โต้ตอบ
เราสามารถเปลี่ยนรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ได้เมื่อเราอยู่ในบริบทที่ต่างไป เช่น อยู่กับคนสนิทคนส่วนใหญ่มักจะเป็น giver แต่พออยู่ที่งานคนส่วนใหญ่จะเป็น matcher
ทั้งสามกลุ่มสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ทั้งสิ้น แต่ givers มักเป็นกลุ่มที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตที่สุด สาเหตุเพราะเขามักช่วยเหลือคนอื่นจนตนเองมีปัญหา แต่ในขณะเดียวกัน givers เองก็เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเช่นกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? บทอื่นๆ จะอธิบายเรื่องนี้
ในบทก็มีการยกตัวอย่าง ผู้ประสบความสำเร็จที่มีลักษณะเป็นผู้ให้หลายๆ คน
- Abraham Lincoln – ยอมสละสิทธิ์การลงสมัครเลือกตั้งทั้งที่มีคะแนนนำ เพื่อให้คู่แข่งที่มีเป้าหมายเดียวกันชนะ (เพราะถ้าแข่งกันเองจะแพ้อีกคนที่มีคนละเป้าหมาย) พอได้เป็นปธน.ก็เชิญคู่แข่งมาเป็นรัฐมนตรี
- David Hornik (VC investor) – ยื่นข้อเสนอลงทุนแบบไม่มีกำหนดเส้นตาย พร้อมสนับสนุนให้นำข้อเสนอนั้นไปเปรียบเทียบกับรายอื่น มีเขียน blog แชร์ความรู้เรื่องการลงทุน (สมัยนั้นเป็นความลับทางธุรกิจ) มีจัดงาน event เพื่อให้คนมา networking
- Peter Audet (นักบัญชี) – เข้าไปช่วยดูบัญชีให้ลูกค้ารายหนึ่งซึ่งดูยากจนแถมอยู่ไกล ไม่มีใครอยากทำ ปรากฏว่าจริงๆ แล้วรวยมาก
บทที่ 2: The Peacock and the Panda

บทนี้จะพูดถึงวิธีการสร้างเครือข่ายที่ takers และ givers เลือกใช้ โดยเริ่มต้นจากการพูดถึงลักษณะของ takers เพิ่มเติมโดยยกตัวอย่างจาก Kenneth Lay (อดีต CEO Enron)
- Takers จะทำดีและเป็นผู้ให้กับคนที่เขามองเห็นประโยชน์ หรือมีอำนาจเหนือกว่าเขาแต่ทำแย่กับคนที่ด้อยกว่า (kissing up, kicking down) มักเก่งเรื่องสร้างภาพ ทำตัวอ่อนน้อมกับคนที่เหนือกว่า เมื่อผู้มีอำนาจพบจึงมักประทับใจใน first impression แต่ถ้าหมดประโยชน์ก็ถีบหัวส่ง
- แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เขาทำกับผู้ที่ด้อยกว่าจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และชื่อเสียง เพราะคนส่วนใหญ่เป็น matchers → ทำไม่ดีมา ไม่ดีกลับ
- Takers มักมีพฤติกรรมการโอ้อวดตนเอง และ self-centric เช่น ใช้สรรพนาม “ผม” มากกว่า “เรา” เวลาแสดงรายงานประจำปีก็มักใช้รูปตนเองเด่นๆ ใหญ่ๆ
- CEO ที่เป็น takers รับค่าตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทถึง 7 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของวงการอยู่ที่ 1.5 เท่า
- ปัจจุบันการสื่อสารพัฒนาขึ้นมาก จากอินเตอร์เน็ต → takers มีแนวโน้มจะซ่อนความเป็น takers ได้ลำบากขึ้น
หลังจากนั้นผู้เขียนแนะนำเราให้รู้จักกับ Adam Rifkin มาเป็นตัวอย่างของ giver ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ สิ่งที่ Rifkin ทำก็เช่น การตั้งกลุ่ม 106 Miles เพื่อให้ความช่วยเหลือกันของวิศวกรใน Palo Alto, ช่วยให้ Blogger.com ดำเนินกิจการต่อไปได้, ช่วยเหลือคนแปลกหน้าเรื่องเว็บไซต์ (แน่นอนว่าในภายหลังคนแปลกหน้าคนนั้นประสบกความสำเร็จ และให้ความช่วยเหลือกลับ), และยังวีรกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็น matcher เมื่อมีคนมาช่วยเรา เราจึงรู้สึกว่าต้องช่วยตอบ
ข้อได้เปรียบอีกอย่างของ giver ก็คือ การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับใครสักคนที่ไม่ได้เจอนานเป็นเรื่องง่าย เพราะคนนั้นรู้ว่า giver ไม่ได้เข้าหาเพราะผลประโยชน์แอบแฝง → ข้อดีคือ คนที่เราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยมานาน มักมีมุมมองบางอย่างแตกต่างไปจากคนที่เราเจอบ่อยๆ
“คุณควรเต็มใจช่วยใครก็ตามที่ทำให้คุณเสียเวลาไม่เกิน 5 นาที” – Adam Rifkin
“ผมจะช่วยคุณโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะผมเชื่อว่าคนอื่นจะคอยช่วยเหลือผมในอนาคตเอง” – Robert D. Putnam
เมื่อมีผู้ที่ให้อย่างสม่ำเสมออยู่ในชุมชน คนในชุมชนก็มีแนวโน้มที่จะให้ต่อเช่นกัน
บทที่ 3: The Ripple Effect

บทนี้พูดถึงการทำงานเป็นทีมว่า givers ทำงานเป็นทีมได้ดีกว่าอย่างไร โดยเน้นการเปรียบเทียบระหว่าง สถาปนิก Frank Lloyd Wright และนักวิจัย Jonas Salk ให้เป็นตัวแทนของ taker ส่วน George Meyer ผู้เขียนบทและ producer Simpsons เป็นตัวแทนของ giver
- Takers มักจะเชื่อว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวได้ด้วยฝีมือที่มี → แต่ทีมเวิร์คมีความสำคัญแม้แต่กับอาชีพที่ดูอาศัยทักษะเฉพาะตัวสูงอย่างแพทย์และนักวิเคราะห์ทางการเงิน ปรากฏว่าประสิทธิภาพการทำงานก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เขาทำงาน (อยู่รพ.ดี ผ่าตัดได้ดี) → Frank ตกต่ำเมื่อย้ายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เพราะขาดทีมงานมือดี
- ในขณะที่ George ตอนที่ย้ายเมือง ได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และด้วยความเป็น giver เพื่อนก็ยินดีช่วย → ลืมตาอ้าปากได้
- Givers มักเห็นประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เขาจึงมักอาสาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ → นั้นยังทำให้เมื่อ givers เสนอความคิดเห็นหรือคอมเมนท์งาน คนมักจะฟังมากกว่า เพราะรู้ว่าเขาเน้นประโยชน์ส่วนรวม
- Givers มักยกความดีความชอบให้ผู้อื่น เช่น George ที่เขียนบท The Simpson เกือบ 300 ตอน แต่ใส่ชื่อในเครดิตแค่ 12 ตอน ในขณะที่ Jonas Salk ที่ผลิตวัคซีนโปลิโอได้ แต่กลับไม่เคยแสดงความขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือและทีมวิจัยเลย
Takers มักเห็นแต่ตนเอง เวลามีงานอะไรสำเร็จก็จะมองเห็นแต่สิ่งที่ตนเองทำ แต่มองไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นทำ → ส่วน givers เห็นแต่ประโยชน์ส่วนรวม เลยจำไม่ค่อยได้ว่าตนเองทำอะไรไปบ้าง จำได้ว่าเป็นผลงานของทีม
Givers ยังมักให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น และมีความเห็นอกเห็นใจ (put themselves in other people’s shoes) → ทำให้ผู้ร่วมงานกล้ารายงานความผิดพลาดมากขึ้น (แทนที่จะปกปิด)
บทที่ 4: Finding the Diamond in the Rough

บทนี้พูดถึงว่า givers และ takers ประเมินศักยภาพของคนต่างกันอย่างไร
- เริ่มต้นจากการแนะนำงานวิจัยว่าถ้าสุ่มเด็กมาแล้วบอกครูว่าเด็กกลุ่มนี้เก่ง → ผลปรากฏว่าคะแนนสอบของเด็กกลุ่มนี้จะดีจริง → เกิดขึ้นเพราะความเชื่อของครูส่งผลต่อการปฏิบัติต่อเด็ก
- เมื่อวิจัยกับนักดนตรี นักกีฬา ที่ประสบความสำเร็จ พบว่าก่อนที่เขาจะหัด 10,000 ชม. เขามักจะเจอครูที่ช่วยจุดประกายความสนใจให้เขาก่อน
C.J. Skender อาจารย์สอนบัญชีในมหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่าง giver ที่สามารถมองเห็นศักยภาพของลูกศิษย์ที่ดูไม่น่าไหว อย่าง Reggie Love (ผู้ช่วยส่วนตัวของโอบามา) และคนอื่นๆ อีกมากมาย
- Givers มักให้โอกาสกับคนทุกคนแม้จะดูไร้แววขนาดไหน ในขณะที่ takers มักมองคนในแง่ลบ เจอลูกน้องเก่งก็หวาดระแวง ส่วน matchers ก็มักไม่สนับสนุนใครถ้าไม่ฉายแววจริงๆ
- Givers มักมองเห็นคนที่มี grit (ความมุมานะ) และให้โอกาสคนเหล่านี้
- Givers มักมองเห็นคนที่เป็น givers เช่นกัน แม้พวกนี้มักจะไม่ใช่ดาวเด่นเพราะชอบช่วยให้ทีมสำเร็จมากกว่าตนเองเด่น
- แต่การให้โอกาสกับทุกคนก็อาจทำให้ givers เสียแรงเปล่าได้เยอะ เพราะหลายคนก็เข็นไม่ขึ้นจริงๆ
จากนั้นก็พูดถึง Stu Inman ผู้จัดการทีมบาส NBA ซึ่งเป็นตัวอย่างของ giver อีกคน ซึ่งซื้อตัวผู้เล่นหลายคนที่ดูไร้แวว ซึ่งผลออกมาคล้ายกัน คือหลายคนก็กลายเป็นดาวเด่น ในขณะที่หลายคนก็เสียเปล่า
แต่ผู้เขียนก็เล่าต่อว่าแท้จริงแล้ว giver กลับมีโอกาสผิดพลาดจากการปั้นคนน้อยกว่า
- Givers มีแนวโน้มจะปล่อยวาง sunk cost fallacy ได้ไวกว่า เพราะพวกเขายอมรับความผิดพลาดของตนเองและรับฟังคำวิจารณ์มากกว่า → แต่ takers เมื่อเลือกปั้นใครมักจะไม่เชื่อว่าตนเองเลือกพลาด จึงให้โอกาสซ้ำๆ แล้วก็พลาดซ้ำๆ
- ถึงแม้คนที่ givers เลือกปั้นหลายคนจะไม่ประสบความสำเร็จในสายที่ตั้งใจ แต่ก็มักจะไปประสบความสำเร็จในสายอื่น
ทั้งหมดนี้ส่งผลดีกลับมาที่ตัว giver เอง
บทที่ 5: The Power of Powerless Communication

เมื่อ Takers พยายามโน้มน้าวใจ พวกเขาจะพยายามแสดงอำนาจเพื่อสร้างความเคารพนับถือ ด้วยการพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ทรงพลัง แสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม แสดงความเกรี้ยวกราดเมื่อจำเป็น → บางครั้งมันก็สำเร็จ แต่หลายครั้งเมื่อคนเรารู้สึกว่าถูกครอบงำ เขาจะพยายามต่อต้าน
Powerless communication เป็นวิธีการสื่อสารของ givers คนเหล่านี้จะไม่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชอบแสดงความไม่แน่ใจ บางครั้งแสดงจุดอ่อนของตนเอง ตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ
- การแสดงจุดอ่อนของตนเอง เช่น ผู้เขียนยอมรับว่าตนเองอายุน้อยกว่าผู้ฟังตอนที่บรรยายให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฟัง นั่นทำให้ผู้พูดมีความเข้าถึงได้มากขึ้น แต่การทำแบบนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ฟังสัมผัสได้ว่าผู้พูดมีความสามารถจริงๆ
- ผู้ขายที่ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าทำยอดขายได้ดีกว่าผู้ขายที่เน้นขายอย่างยัดเยียดอย่างเดียว
- การตั้งคำถามยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังได้คิด ทำให้เขาได้โน้มน้าวตนเอง ซึ่งจะได้ผลเมื่อเขารู้สึกดีต่อสิ่งนั้นอยู่แล้ว เช่น ถามว่าคุณจะไปเลือกตั้งไหม ผู้ถูกถามก็มักจะไปเลือกตั้งมากขึ้น เพราะอยากทำหน้าที่พลเมืองดี
- Givers มักใช้คำพูดที่แสดงความลังเล “คือว่า” “เอ่อ” พูดเลี่ยงๆ “ประมาณนั้น” “อาจจะ” พูดออกตัว “ความคิดนี้อาจไม่เข้าท่า แต่..” ใช้คำขยาย “ค่อนข้าง”
- การสื่อสารแบบนี้ยังช่วยให้ทีมกล้าแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ดีกว่าทีมที่มีหัวหน้าเดินมาสั่งอย่างเดียว
- การขอคำแนะนำ ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ได้ผลในการเจรจาต่อรอง ช่วยให้อีกฝ่ายลองมองในมุมของเราและเห็นใจ และทำให้เขารู้สึกว่าได้รับการชื่นชมความรู้ความสามารถ ทำให้อยากช่วยเหลือเรา → แต่มีเงื่อนไขว่า การขอคำแนะนำนั้นต้องมาจากความจริงใจเท่านั้น
บทที่ 6: The Art of Motivation Maintenance

Givers ที่เป็นฝ่ายให้มากเกินไปโดยไม่คิดถึงตนเองมักมีปัญหา burnout เช่น ในที่ทำงาน พอช่วยเหลือคนอื่นบ่อยๆ ก็กลายเป็นทุกคนโยนงานมาให้ เป็นเหตุผลว่าทำไม giver หลายๆ คนถึงล้มเหลวในชีวิต เรียกว่า โรคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (pathologic altruism)
Givers ที่ประสบความสำเร็จมักจะนึกถึงผลประโยชน์ของผู้อื่น พร้อมๆ กับนึกถึงประโยชน์ของตนเอง (นึกถึงใจเขาใจเรา – otherish)
ผู้เขียนยกตัวอย่าง Conrey Callahan ครูจากโครงการ Teach For America ที่รู้สึก burnout จากปัญหาต่างๆ ในโรงเรียน แต่ส่ิงที่ทำให้เธอกลับมามีพลังอีกครั้งคือการ “ให้ยิ่งกว่าเดิม” โดยการตั้งองค์กรให้คำปรึกษาแก่นักเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์
ผู้เขียนอธิบายว่าอาการหมดไฟของ giver เกิดจากการไม่เห็นผลลัพท์ของการให้นั้น ต่างไปจาก taker ที่ใช้เงินเป็นตัวสร้างแรงจูงใจได้ → giver ต้องการเห็นการให้ของตนเองเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น
- ประยุกต์ใช้ได้ในการทำงานองค์กร เช่น อาจให้รังสีแพทย์ได้เห็นหน้าของคนไข้ที่เขาอ่านฟิล์มบ้าง คนที่ทำงาน back-office อาจได้เจอคำขอบคุณจากลูกค้าบ้าง คนทำงานหาทุนการศึกษาอาจได้รับคำขอบคุณจากผู้รับทุนบ้าง
- การให้ใหญ่ๆ ครั้งเดียว ทำให้คนรู้สึกดีกว่าการให้เล็กๆ หลายๆ ครั้ง → ให้คำปรึกษาในวันเสาร์ 5 ชม. รู้สึกดีกว่าให้คำปรึกษา 5 วันวันละ 1 ชม.
- มีงานวิจัยว่า หากเราทำการกุศลสัปดาห์ละ 2 ชม. ติดต่อกันทั้งปี → เราจะมีความสุขและภูมิใจในตนเองมากขึ้น
- อย่างไรก็ดี giver ควรคำนึกตนเองโดยเลือกให้ในสิ่งที่ตนเองให้ความสนใจ → ชอบสอนเด็กก็ไปสอนเด็ก ไม่ใช่ไปทำอะไรที่ไม่รู้สึกสนุก
สรุปว่า ถ้าเรารู้สึกหมดไฟในการทำงาน จงเติมพลังด้วยการให้
บทที่ 7: Chump Change

จุดอ่อนหลักของ giver มีอยู่ 3 อย่าง 1.ไว้ใจคนอื่นมากเกินไป (too trusting) 2.เห็นใจคนอื่นมากไป (too empathetic) 3.ขี้เกรงใจมากไป (too timid)
- เราไม่สามารถตัดสินว่าใครเป็น taker ได้จากภายนอกอย่างเดียว เขาอาจมีบุคลิกนุ่มนวล สุภาพอ่อนน้อมและดูเป็นกันเอง แต่พอมีจังหวะก็เอาเปรียบเลย แต่ในขณะที่บางคนก็บุคคลิกโผงพาง ดูน่ากลัว แต่จริงๆ เป็น giver
- ต้องเรียนรู้วิธีที่จะตรวจสอบว่าใครเข้ามาด้วยความจริงใจ → เน้นช่วยเหลือแค่คนเหล่านี้ดีกว่า
- ตาต่อตาฟันต่อฟันแบบใจกว้าง (generous tit for tat) คือจงอย่าลืมเวลามีคนทำดี แต่จงให้อภัยถ้าเขาทำชั่วบ้างเป็นครั้งคราว → ถ้ารู้สึกว่ากำลังถูก taker เอาเปรียบ ก็อาจลองให้โอกาสเขาดูอีกนิด แต่ถ้ายังไม่ไหวก็ต้องจบการช่วยเหลือ
- Givers มักไม่สบายใจเมื่อต้องเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตนเอง → ให้คิดเสียว่ากำลังเรียกร้องให้คนอื่น (เพื่อนร่วมงาน, ครอบครัว ฯลฯ) → นักต่อรองที่เก่งคือคนที่นึกถึงทั้งประโยชน์ของผู้อื่น และประโยขน์ของตนเอง
บทที่ 8: The Scrooge Shift

เมื่อคนเราอยู่ในกลุ่มที่มีการให้เยอะ เราจะเริ่มทำตัวเป็น giver มากขึ้น เหมือนอย่าง freecycle.com ที่ช่วงแรกๆ คนส่วนใหญ่เข้ามาเพราะหวังจะได้สิ่งของ แต่เมื่อเห็นผู้อื่นให้ คนก็เริ่มให้กันต่อๆ มากขึ้น → มีกลุ่ม early adopter ที่เป็นผู้ให้ทำให้ดูก่อน คนอื่นๆ ก็เร่ิมทำตาม
- การมีคุณสมบัติคล้ายกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ มีผลให้คนให้ความช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น เช่น มีโอกาสที่คนจะให้ความช่วยเหลือมากกว่า หากรู้ว่าอีกฝ่ายมาจากเมืองเดียวกัน หรือชอบฟุตบอลทีมเดียวกัน → เราจะให้มากขึ้นเมื่อเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน → หากอยากส่งเสริมการให้ จึงควรส่งเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น การตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะลดโลกร้อน
- ระดับความหายากของคุณสมบัติที่เหมือนกันระหว่างผู้รับกับผู้ให้ก็มีผล เช่น มีชื่อเหมือนกัน หรือมีประเภทลายนิ้วมือเหมือนกัน
การนำไปใช้ในองค์กร เช่น การจัดเวทีการแลกเปลี่ยน (reciprocity ring) ทำได้โดยให้ผู้ที่เข้าร่วมบอกความต้องการหรือปัญหาของตนเองออกมา จากนั้นผู้อยู่ล่างเวทีก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือเขาให้ได้ → แม้แต่ taker เองก็มักจะให้ในเวลาแบบนี้ เพราะเป็นโอกาสดีที่เขาจะสร้างภาพ
อีกประเด็นหนึ่งในการเปลี่ยนให้คนเป็น giver คือการให้คนมีโอกาสได้ให้ก่อน แต่ต้องเปิดช่องทางให้เขาเลือกที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ เช่น ใน reciprocity ring เราก็เลือกได้ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยใคร → เมื่อทำไปบ่อยๆ เดี๋ยวเขาจะเปลี่ยนทัศนคติต่อการให้ตามเอง
บทที่ 9: Out of the Shadows

Givers หลายคนมักปกปิดความเป็นผู้ให้ของตนเอง เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าอ่อนแอ และถูกเอาเปรียบ ผู้เขียนพยายามเชิญชวนให้เหล่าคนที่เป็น givers เห็นประโยชน์ของการเป็น givers และกล้าให้มากขึ้น โดยการสรุปเนื้อหาบทต่างๆ ข้างต้น
และยังกล่าวถึงการบริหารองค์กร ที่ควรประเมินพนักงานในแง่ผลกระทบที่เขาได้ทำแก่ผู้อื่นในองค์กร นอกจากประสิทธิภาพการทำงานของตัวบุคคล
ช่วงท้ายก็เป็นไอเดีย 10 อย่าง สำหรับฝึกการให้
- ลองทำแบบประเมินความเป็นผู้ให้ของตนเองที่ www.giveandtake.com
- สร้างเวทีแห่งการแลกเปลี่ยน (reciprocity ring) ในองค์กร ดูได้จาก www.humaxnetworks.com
- ให้โอกาสคนในองค์กรได้ปรับแต่งงานของตนให้สอดคล้องกับความสนใจและเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นในองค์กร (job crafting) เช่น ตั้งชมรมอ่านหนังสือ ปรับให้ใช้ทักษะที่เขาสนใจในงานของตนเอง
- ส่งเสริมการแสดงความขอบคุณในองค์กร
- ให้ความช่วยเหลือเสมอถ้ากิจกรรมนั้นใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที
- ฝึกฝน powerless communication (บทที่ 5)
- เข้าร่วมชุมชนของผู้ให้ เช่น www.freecycle.org, www.servicespace.org, www.thegogiver.com/community
- ทดสอบความใจกว้าง เช่น ตั้งใจว่าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกวันเป็นเวลา 30 วัน
- ให้ทุนโครงการต่างๆ เช่น crowdfunding ต่างๆ, www.kiva.org
- ขอความช่วยเหลือบ่อยขึ้น เพื่อให้คนที่เขาอยากให้ได้มีโอกาสให้
ก็จบแล้วครับสำหรับการสรุปหนังสือ Give and Take สิ่งที่ชอบคือ อ่านจบแล้วก็อยากเป็นคนดีขึ้นมานิดนึงนะครับ หนังสือก็มีไอเดียหลายอย่างที่นำไปปรับใช้ได้
สิ่งที่ไม่ชอบคือเป็นหนังสือที่น้ำเยอะมาก และอ่านแล้วเลี่ยนเล็กน้อย บอกไม่ถูกฮะ 55 เป็นเน้นย้ำของคุณประโยชน์ของการให้ซ้ำๆ ทั้งเล่ม และบรรยายประโยชน์แบบดีเวอร์ จนมันดูโลกสวยและเลี่ยน
แต่โดยรวมก็เป็นหนังสือที่ผมชอบนะครับ ก็หวังว่าสรุปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่านนะครับ ไว้มีโอกาสสรุปหนังสืออื่นๆ อีกครับ 🙂

Leave a Reply