เคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ไต้หวัน 5 วัน (ป่วยไป 2)

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาผมไปเที่ยวไต้หวันมาครับ พอดีกลับมาก็วุ่น ๆ หลายเรื่องเลยไม่ได้มาอัพบล็อกเลย ช่วงนี้พอว่างมากขึ้นก็เลยได้มาอัพครับ สำหรับประสบการณ์โดยรวม ผมคิดว่าถ้าไปเคาท์ดาวน์อย่างเดียวโอเคนะครับ (แต่เคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ไต้หวันก็ไม่ได้ wow อะไรมากนะผมว่า) แต่ถ้าไปเที่ยวที่อื่นด้วยไม่ค่อยแนะนำครับ เพราะคนมหาศาลมาก แถมราคาที่พักก็แพงกว่าปกติประมาณ 2 เท่า

ผมไปทั้งหมด 5 วัน แต่ว่าป่วยไป 2 ก็เลยเหมือนไปเที่ยวจริง ๆ แค่ 3 วันเองครับ 😅 ได้เที่ยวแค่ที่ไทเปและก็ไปบริเวณจิ่วเฟิ่นครับ

ผมเดินทางเย็นวันที่ 28 สายการบิน China Airlines โดยรวมก็ดีนะครับ ไปถึง 22:45 ดึกอยู่ แต่ก็ยังทันรถไฟฟ้าอยู่ เนื่องจากรีบมากเลยไม่ได้เข้าร่วม Taiwan the Lucky Land เลย ที่ไทเปนี่ผมพักที่โรงแรม Forward Suites II ไกลออกมาจากตัวเมืองหน่อย ขนาดไกลแบบนี้ยังคืนละ 6,000 กว่าบาทเลยครับ แต่ถึงจะไกลนิดแต่อยู่บนเส้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ไปย่านสำคัญ ๆ ก็สะดวกดีครับ ในคืนเคาท์ดาวน์เหมือนรถไฟฟ้าเขาจะเปิด 24 ชม.ด้วยครับ ก็เลยกลับง่าย

29 ธ.ค. 66: วัดหลงชาน อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก ไทเป 101

วัดหลงชาน (Bangka Lungshan Temple)

วัดเก่าแก่คู่เมืองไทเป อ่านจากรีวิวต่าง ๆ มักจะติดอันดับวัดที่สวยที่สุดที่ควรไป ก็เลยลองไปดูครับ ผมยังมีปัญหาในการเข้าศาสนสถานเสมอ คือไม่รู้ว่าแต่ละส่วนมีไว้ทำหน้าที่อะไร อย่างมัสยิดหรือโบสถ์คริสต์นี่ยังพอเข้าใจ วัดจีนนี่ไม่มีความรู้มาก ๆ เดี๋ยวต้องศึกษาเพิ่มเติมเสียหน่อยครับ

น้ำตกบริเวณทางเข้าวัด
อาคารตรงกลางนี้ด้านในเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม แต่วันที่ไปเหมือนจะมีพิธีกรรมบางอย่างพอดี คนเยอะมาก เลยเข้าไปใกล้ไม่ได้เลยครับ ด้านบนของอาคารมีรูปปั้นมังกร เหมือนจะเป็นไฮไลท์หนึ่งของที่นี่ พอดีวันนั้นไม่ทราบ เลยไม่ได้ถ่ายมา 55
มีคนมาสักการะขอพรพอสมควร
ไม่แน่ใจว่ากระถางอะไร อาจจะเซียมซี
ทางเดินข้าง ๆ อาคารหลัก
มาข้างหลังก็จะเป็นที่สักการะเทพองค์อื่น ๆ
ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าองค์ไหนเป็นเทพอะไร สายมูอาจต้องศึกษาไปก่อนว่าเรื่องที่ต้องการขอต้องไหว้องค์ไหน เนื่องจากมีเทพให้ไหว้เยอะพอสมควร น่าจะหลักสิบองค์ได้

ย่านประวัติศาสตร์ปัวผีเหลียว (Bopiliao Historical Block)

ถัดจากวัดใกล้ ๆ กันจะเป็นย่านประวัติศาสตร์ครับ เป็นย่านเก่าแก่ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ชิง ต่อมาได้รับการบูรณะเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทางเดินไปย่านปัวผีเหลียว ถ่ายวิถีชีวิตคนแถวนั้น ผมว่าคล้าย ๆ เมืองไทยเหมือนกันนะ
บรรยากาศเมืองแถว ๆ วัดหลงชาน ทางเดินไปย่านปัวผีเหลียว
เริ่มเข้าเขตย่านปัวผีเหลียว ตึกทางซ้ายของภาพครับ
บรรยากาศเมืองแถวนั้น
บรรยากาศภายในย่านปัวผีเหลียว ตึกจะโบราณนิด ๆ แต่วันที่ไปไม่ค่อยมีร้านเปิด ไม่แน่ใจไม่เปิดอยู่แล้วหรือเพราะเป็นช่วงปีใหม่
บรรยากาศภายในย่านปัวผีเหลียว
ผมคิดว่ากรุงเทพ ฯ​ หรือเมืองอื่น ๆ ที่มีย่านเก่าแก่ จริง ๆ ก็มีศักยภาพที่จะทำแบบนี้นะครับ ตึกเก่า ๆ อย่าทุบทิ้ง เอามาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ มันมี story ในตัวมันเอง
ประติมากรรมภายในย่านปัวผีเหลียว

ย่านซีเหมินติง (Ximending)

หลังจากนั้นผมก็นั่งรถไฟต่อไปที่ย่านซีเหมิน เห็นบอกเป็นย่านวัยรุ่นย่านช็อปปิ้ง เหมือน ๆ สยาม หรือฮาราจูกุของญี่ปุ่น วันที่ไปถ้าไม่นับตรงถนนเส้นหลักจริง ๆ ผมว่าค่อนข้างเงียบ อาจเพราะเป็นช่วงปีใหม่ แต่อีกประเด็นคือเห็นแหล่งต่าง ๆ บอกจะครึกครื้นช่วงตลาดกลางคืน (night market) มากกว่า กลางวันเลยอาจจะเงียบ ๆ หน่อย

ขึ้นรถไฟมามีข้ามแยก คล้าย ๆ ข้ามแยกชิบูยะ
สถานีซีเหมิน ตอนขึ้นมาจากสี่แยก
แลนด์มาร์กสำคัญอย่างหนึ่งคือตึกแดง (the Redhouse) นี้ สร้างช่วงญี่ปุ่นปกครองให้เป็นตลาด พอญี่ปุ่นออกไปต่อมาก็เป็นหลายอย่าง เป็นโรงหนัง เป็นโรงละคร ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นร้านค้าและศูนย์จัดแสดงงานศิลปะ
เดินไปในย่านซีเหมิน มีร้านต่าง ๆ พอสมควร ที่คนต่อแถวยาว ๆ ก็มีหลาย ร้านของเล่น POP MART นี้ก็เป็นร้านหนึ่ง
แถวยาวมาก
ของกินน่ากินก็เยอะ แต่คนเยอะทุกร้าน สั่งไม่เป็นด้วยครับ 55
ผมเลยเดินออกมาอีกนิด เจอร้านนี้คนน้อยดี มีเมนูภาษาอังกฤษ ก็เลยกินเลย เป็นผัดไก่กับเส้น

อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก (Chiang Kai-shek Memorial Hall)

จากย่านซีเหมิน นั่งรถไฟต่อมาไม่ไกลก็จะเป็นอนุสรณ์สถานเจียงไคเชกนี้ครับ

ประตูทางเข้าด้านหน้า (front gate) ใหญ่อลังการดีครับ
หลังนี้คืออาคารอนุสรณ์สถานจริง ๆ แต่รอบ ๆ ก็มีอาคารอย่างอื่นด้วยเช่นกัน
ถ้ามองจากอนุสรณ์สถานจะเป็นแบบนี้ครับ ลานตรงกลางคือจตุรัสเสรีภาพ (Liberty Square) เป็นพื้นที่จัดงานต่าง ๆ และชุมนุมทางการเมือง ในภาพก็เหมือนจะกำลังจัดงานปีใหม่อยู่ อาคารทางซ้ายคือโรงละครแห่งชาติ (National Theater) ทางขวาคือหอแสดงดนตรีแห่งชาติ (National Concert Hall)
ไม่แน่ใจว่าภาพนี้ทางเข้าโรงละครแห่งชาติ (National Theater) หรือหอแสดงดนตรีแห่งชาติ (National Concert Hall) แต่สองอาคารนี้เหมือนกันมาก ผมไม่ได้เข้าไปเหมือนกันครับ
อาคารหอแสดงดนตรีแห่งชาติ (National Concert Hall)
เดินขึ้นไปบนอนุสรณ์สถานก็จะพบอนุสาวรีย์ของคุณเจียงไคเชก มีเปลี่ยนการ์ดเป็นระยะเหมือนเวลาไปเที่ยววังต่าง ๆ
ด้านล่างของอนุสาวรีย์จะเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงประวัติและสิ่งของต่าง ๆ ในชีวิตของคุณเจียงไคเชก ในภาพนี้คือรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง ปั้นเหมือนคนจริงมาก เหมือนได้เจอตัวเป็น ๆ
คุณเจียงไคเชกและห้องทำงาน
รถยนต์ที่ใช้ รอบ ๆ ห้องจะมีสิ่งของอื่น ๆ เช่นเสื้อผ้าที่ใส่ในโอกาสต่าง ๆ

หมู่บ้านเลขที่ 44 (44 South Military Village)

หลังจากนั้นผมเดินทางต่อไปที่หมู่บ้านเลขที่ 44 เป็นอดีตหมู่บ้านที่ทหารอยู่อาศัยสมัยอพยพมาหลังสงครามกลางเมืองจีน ต่อมาก็ได้รับการอนุรักษ์และปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว (คล้าย ๆ ปัวผีเหลียว)

เหมือนจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของครอบครัว แต่วันที่ผมไปก็ค่อนข้างเงียบอีกนั่นแหละ ไม่แน่ใจเงียบอยู่แล้วหรือเพราะเป็นช่วงปีใหม่
แต่อาคารเก่า ๆ สวยดีครับ
ประตูแดงเขียวสวยดี
มองไปใกล้ ๆ เห็นตึกไทเป 101 วันนี้ฝนตกปรอย ๆ ปลายตึกจิ้มเข้าไปในเมฆเลย
ตึกไทเป 101

รถบัสพระจันทร์ของจิมมี่ เหลียว (Jimmy’s Moon Bus)

เดินไปทางตึกไทเป 101 จะเจอรถบัสนี้ เป็นจุดแสดงผลงานของจิมมี่เหลียว ผมเคยดูงานเขาเหมือนกันนะครับ น่าจะสมัยม.ปลายได้ แต่จำเรื่องราวไม่ได้แล้ว ที่พอจำได้ก็มีแต่ Turn left turn right ที่เคยมีสร้างเป็นหนัง

บรรยากาศภายนอก
เหมือนจะมีเรื่องนึงที่น้องเขาไปขโมยพระจันทร์มา อันนี้น่าจะเรื่องนั้น

ตึกไทเป 101 (Taipei 101)

แลนด์มาร์กแห่งหนึ่งของไทเป เอาจริง ๆ ก่อนมาเที่ยวไทเปนี่ผมก็รู้จักแค่ตึกนี้นี่แหละครับ 55 เป็นอดีตตึกที่สูงที่สุดในโลกระหว่างช่วงปี 2004-2010 ก่อนจะถูกตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa) ที่ดูไบแซง ข้างในก็จะมีร้านค้าและธุรกิจมากมาย แต่ไฮไลท์อย่างหนึ่งคือจุดชมวิวที่ด้านบนและการจุดพลุฉลองปีใหม่

ใกล้ ๆ กันมีอาคาร Taipei International Convention Center (TICC) ผมว่าอาคารนี้ก็สวยดีครับ
ประติมากรรมหน้าอาคาร เท่าที่หาข้อมูล เห็นว่าเป็นรูปปั้นชื่อ Unlimited Wisdom สร้างจากสลิงห้อยลิฟท์เก่าของอาคาร
กะว่าจะถ่ายภาพเมืองช่วงเย็น ๆ ก็เลยยังไม่รีบขึ้นไปหอชมวิว เลยไปดูนิทรรศการรอ เป็นนิทรรศการศิลปะแบบอิมเมอร์สซีฟ ลืมแล้วว่าแสดงงานของใคร ผมว่าพวกนี้ ดูบ่อย ๆ ก็เริ่มเฉย ๆ นะ เหมือนมาดูโปรเจคเตอร์เปิดวิดีโอให้ดู ต่อไปน่าจะต้องมีอะไรมากกว่านี้
ขึ้นมาข้างบน ขาวเป็นส่วนใหญ่ เห็นแต่เมฆครับ 55 มีเมฆหายเป็นระยะเลยได้ภาพมาบ้าง
บรรยากาศเมือง ดู cyberpunk ดี
บรรยากาศเมืองไทเป จากบนตึกไทเป 101
บรรยากาศเมืองไทเป จากบนตึกไทเป 101
ลูกตุ้มเอาไว้ถ่วงน้ำหนักตึกเวลามีแผ่นดินไหวหรือพายุแรง ๆ
ลงมาก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อแถวนั้น เห็นคนบอกเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมือง นี่น่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อมื้อแรก แต่หลังจากนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อบ่อยมาก แต่ก็อร่อยดีนะครับ

หลังจากนั้นก็กลับโรงแรมนอนครับ จริง ๆ ตอนแรกคิดว่าจะไปตลาดกลางคืนซักแห่ง แต่ก็เหนื่อยแล้วเลยกลับโรงแรมดีกว่า

30 ธ.ค. 66: ฉือเฟิ่น จิ่วเฟิ่น

วันนี้ผมเดินทางไปบริเวณจิ่วเฟิ่นครับ เดิมทีที่อยากไปมีแค่จิ่วเฟิ่น แต่อ่านดูพวกรีวิวก็ดูจะมีเมืองอื่น ๆ ที่น่าไปบริเวณนั้นเช่นกัน ซึ่งการจะไปแถวนั้นต้องไปลงที่รุยฟาง (Ruifang) ก่อน จากนั้นค่อยต่อไปเมืองอื่น ๆ ซึ่งก็มีหลายเส้นทางเหมือนกันครับ ผมกะว่าไปฉือเฟิ่น (Shifen) ก่อน จากนั้นแวะไปหมู่บ้านแมวโห้วตง (Houtong) แล้วก็จบที่จิ่วเฟิ่น (Jiufen) แต่ว่าคนเยอะมาก ๆๆ ในทุกจุดครับ เลยกว่าจะไปไหนได้ก็ดีเลย์หมดเลย สุดท้ายเลยได้ตัดโห้วตงออก (แต่คนที่เคยไปก็บอกว่าแมวก็ไม่ได้เยอะอะไรมากนะครับ)

คุ้น ๆ ว่าผมไม่ได้ซื้อตั๋วรถไฟไปกลับนี้นะครับ ใช้ easy pass แตะไปเลย อันนี้ก็บรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟ
ถึงเมืองรุยฟาง (Ruifang) ราว ๆ เที่ยงพอดี แวะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (อีกแล้ว) แถวนั้น ชี้ ๆ เอาอย่างเดียวเลยคราวนี้ ไม่มีภาษาอังกฤษเลยครับ แต่เห็นคนเยอะดีเลยลองเข้าไปนั่งดู

จากเมืองรุยฟางนี้จะมีทางไปค่อนข้างหลายทาง ผมไปทางรถไฟสายผิงซี-จิ่วเฟิ่น ซึ่งจริง ๆ สามารถเริ่มที่จินถง (Jingtong) หรือผิงซี (Pingxi) ก็ได้ แต่ดูแล้วน่าจะไม่ทัน ผมก็เลยเริ่มที่ฉือเฟิ่น (Shifen) แทน

ฉือเฟิ่น (Shifen)

ใช้เวลาจากรุยฟางประมาณ 30 นาทีก็มีถึงฉือเฟิ่น คนแน่นมากตลอดคัน ไม่ได้นั่งเลยครับ

จริง ๆ ฉือเฟิ่นนี่ก็เจอแมวหลายตัว รู้สึกไม่ต้องไปหมู่บ้านแมวแล้วก็ได้
บริเวณสถานีรถไฟจะเป็นที่ปล่อยโคมลอย แต่ละสีจะสื่อถึงแต่ละอย่าง มีโคมขายแถวนั้นเลย ไม่รู้มีปัญหาตกใส่บ้านเหมือนบ้านเราไหมนะครับ 😅
เจอน้อนแมวอีกแล้ว
ร้านขายของตามข้างทาง มีน้อยหน่าขาย
กระรอกก็เจอ
จุดหมายของการมาที่นี่คือเพื่อไปที่น้ำตกฉือเฟิ่น (Shifen waterfall) ครับ ทางไปก็ค่อนข้างสะดวก เดินไปเรื่อย ๆ ก็ถึง แต่ก็แอบไกลนิดถ้ามาทางรถไฟ ถ้านั่งรถบัสมาจะเริ่มที่ศูนย์นักท่องเที่ยวเลย ซึ่งใกล้กว่า
บรรยากาศสบาย ๆ ดีครับ เดินเล่นไปเรื่อย ๆ
ระหว่างเดินก็จะผ่านทางรถไฟหลายจุด ถ้ามีรถไฟผ่านก็จะโบกมือกันระหว่างคนบนรถกับคนบนรถไฟ
เส้นทางไปน้ำตกนี้ข้ามผ่านหรือบางส่วนก็ขนานไปกับแม่น้ำจีหลง (Keelung)
สะพานข้ามแม่น้ำ
ใกล้ ๆ น้ำตกก็จะเป็นโซนร้านอาหาร ร้านขายของ มีรูปปั้นน้องม้าเยอะเลย ไม่รู้หมายถึงอะไรเหมือนกันครับ
ไม่รู้คืออะไร แต่ว่าสวยดีครับ
บรรยากาศข้างทาง
และแล้วก็มาถึงน้ำตกฉือเฟิ่น (Shifen waterfall) เขาบอกว่าเป็นไนแองการาแห่งไต้หวัน คือก็สวยแต่ว่าไม่ได้ใหญ่อะไรมากนะครับ
ขากลับผมเดินไปอีกทาง
เขียวชอุ่มชุ่มชื้นดีครับ
บรรยากาศขากลับ

หลังจากนั้นผมก็นั่งรถไฟกลับไปที่รุยฟาง เพื่อขึ้นรถบัสต่อไปที่จิ่วเฟิ่นครับ

จิ่วเฟิ่น (Jiufen)

การจะไปจิ่วเฟิ่นต้องนั่งรถบัสไป สถานีรถบัสอยู่ห่างจากสถานีรถไฟราว ๆ 200 เมตร

บรรยากาศเมืองรุยฟาง
จุดที่รอรถบัส เห็นกราฟิติสวยดีครับ แต่คนรอคิวขึ้นรถเยอะมากครับ ในขณะที่รถมีไม่เยอะเท่าไหร่ ประมาณ 10-20 นาทีจะมาคันนึง ผมรออยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ถึงได้ขึ้น
มาถึงจิ่วเฟิ่นคือมืดแล้ว
บรรยากาศถนนโบราณภายในหมู่บ้าน
มีร้านอาหารและข้าวของต่าง ๆ มากมายสองข้างทาง
ไม่แน่ใจว่าคืออะไรครับ
เจอป้ายภาษาไทย
บรรยากาศบริเวณถนนโบราณ สวยดีครับ แต่คนเยอะมาก ๆ ขยับไปทีละนิด ๆ
ของที่ขายแถวนั้น
ไส้กรอกไต้หวันนี่ จนกลับแล้วก็ยังไม่ได้ลองกินเลยครับ
อาหารที่ขายแถวนั้น
ทางลงเพื่อเดินไปยังโรงน้ำชาอาเม่ย ไฮไลท์ของเมือง
บรรยากาศสองข้างทาง สวยดีครับ
แล้วก็มาถึงโรงน้ำชาของอาเม่ย (A Mei Tea House) คนบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจของหนัง Spirited Away แต่เหมือนผู้กำกับเคยออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่
โรงน้ำชาในอีกมุมหนึ่ง
เดินลงไปข้างล่างเพื่อไปขึ้นรถบัสกลับ ถ่ายกลับไปเห็นพี่เขาโบกมือให้เพื่อนพอดี
กลับมาถึงไทเปดึก ๆ แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่สถานีไทเป

วันนี้เป็นวันที่ผมเริ่มมีอาการปวดที่ฝ่าเท้าขวา น่าจะเอ็นอักเสบจากการใช้งานหนักไปหน่อย เดินเยอะมาสองวันจากปกติแทบไม่ได้เดิน กลับโรงแรมพักผ่อนครับ

31 ธ.ค. 66: พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติกู้กง – เคาท์ดาวน์

เนื่องจากอาการปวดที่ฝ่าเท้าขวา วันนี้ก็เลยกะว่าจะไม่ได้ไปไหนมากครับ

แวะทำกิจวัตรที่ทำทุกประเทศที่ไป คือการลองกิน KFC ในประเทศนั้น ๆ ของไต้หวันคิดว่าไม่หลุดเหมือนญีปุ่น แต่ก็ไม่เหมือนไทยเสียทีเดียว แต่โดยรวมชอบของไทยมากกว่า

พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติกู้กง (National Palace Museum)

ตอนที่พรรคก๊กมินตั๋งปฏิบัติยึดอำนาจจากระบบกษัตริย์ ได้ยึดเอาทรัพย์สมบัติจากในพระราชวังต้องห้ามมาจำนวนหนึ่ง ต่อมาตอนที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังไต้หวันก็ได้ขนทรัพย์สมบัติเหล่านี้มาด้วย ต่อมาจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นเป็นแหล่งเก็บรักษาทรัพย์สมบัติเหล่านั้น

บรรยากาศภายนอกพิพิธภัณฑ์
บริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์

ในการชมพิพิธภัณฑ์ จะมีของที่เขาถือเป็นไฮไลท์อยู่กลุ่มหนึ่ง ที่คนมักจะกล่าวถึงกันก็คือสมบัติในห้อง 302 เช่น หยกผักกาดขาว (Jadeite Cabbage) หินหมูสามชั้น (Meat-shaped Stone) สมัยราชวงศ์ชิง แต่วันที่ผมไปสองชิ้นนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่อื่นอยู่ ก็เลยไม่เห็นเลยครับ จริง ๆ ทางพิพิธภัณฑ์เองจะมีเว็บที่รวมของที่เป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ด้วยครับ ผมดูตามที่เขาแนะนำเป็นส่วนใหญ่ แต่คงไม่ได้เอามาลงทั้งหมดนะครับเพราะว่าเยอะพอสมควร

หลายอย่างในนี้ผมอ่านคำบรรยายก็ไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีครับว่าคืออะไร เลยเอาคำบรรยายใส่ตรง ๆ เลยนะครับ

Jade Album of Slips Inscribed with the Ritual Shan Prayer to Land Deity สมัยราชวงศ์ซ่ง
Jadeite carving with pine-and-crane motif in mountain style สมัยราชวงศ์ชิง
Jade Cong Tube วัฒนธรรมเหลียงจู่ (Liangzhu culture) 2500-2200 BC
Jade Gui Tablet วัฒนธรรมหลงชาน (Shangdong Longshan culture) 2200-1900 BC
เดินมาอีกห้องเป็นนิทรรศการชั่วคราว นาฬิกาจากอังกฤษ ในยุคศิลปะแบบ Rococo (ค.ศ. 1770-1805)
Ding cauldron to Ji from his grandson สมัยราชวงศ์ชาง 1,300-1,100 century BCE
Oval Liang measure by imperial decree of 26th year ราชวงศ์ฉิน 221-207 BC
Pan water vessel of San สมัยราชวงศ์โจว 900-771 BC
Inkstone with mottled texture resempling the twenty-eight constellations ราชวงศ์หมิง (1368-1644)
Pillow in the shape of recumbent child ราชวงศ์ซ่ง ศตวรรษที่ 12
Xu Jing’s Illustrated Travels of the Xuanhe Emissary to Goryeo (1124)
Stem bowl with three fruits decoration in underglaze copper red ราชวงศ์หมิง 1426-1435
ภาพเขียน Gazing at a Waterfall from Beneath the Pines สมัยราชวงศ์หมิง
ภาพเขียน Tigers in a Windswept Forest ราชวงศ์หมิง
มีห้องนึงเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเล่าเรื่อง เช่นฉายภาพลงบนม้า
Shakyamuni Buddha Gilt bronze ราชวงศ์เว่ย ช่วงปี 477

ผมอยู่ในพิพิธภัณฑ์จนปิดเลย ส่วนหนึ่งคือใหญ่มาก ของเยอะ อีกส่วนคือเจ็บเท้าขวาที่เอ็นอักเสบมาก 55 เดินไปได้แป๊ป ๆ ก็ต้องหยุด หลังจากเสร็จที่นี่ผมเลยกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ค่อยเดินทางไปเคาท์ดาวน์

เคาท์ดาวน์ที่ตึกไทเป 101

ผมไปถึงที่บริเวณรอบ ๆ ตึกไทเปราว ๆ ห้าทุ่ม ขนาดห้าทุ่มที่สถานีรถไฟฟ้าคนยังค่อนข้างเยอะมากแล้ว
บริเวณโดยรอบก็มีเวทีคอนเสิร์ตหลาย ๆ เวที
เวทีคอนเสิร์ตรอบ ๆ ตึกไทเป 101
มีนักดนตรีมาเปิดหมวก
ตามจุดต่าง ๆ ที่มองเห็นตึกได้ก็มีคนมานั่งจับจองพื้นที่

โดยรวมผมว่าในแง่ความครึกครื้นมีสีสัน ผมว่าเมืองไทยครึกครื้นกว่า

ถึงเที่ยงคืนก็เริ่มจุดพลุ
โดยรวมก็สวยดีครับ
ไม่แน่ใจว่าจุดอยู่นานกี่นาที แต่ก็ไม่ได้นานมากนะครับ 55
พอพลุเสร็จก็จบ แยกย้ายกันกลับบ้าน

บรรยากาศแบบเป็นวิดีโอก็ประมาณนี้ครับ

ตอนขากลับมีตำรวจมาคอยอำนวยความสะดวก จำกัดคนเข้าสถานีรถไฟไม่ให้มากเกินไป รออยู่ระยะหนึ่งเหมือนกันครับกว่าจะได้เข้าไป แต่ว่าก็ไม่ได้นานมากนะครับ ราว ๆ ตีหนึ่งกว่า ๆ ก็กลับถึงโรงแรม

1 ม.ค. 67: เดินทางไปฮวาเหลียน

วันนี้ตามแผนเดิมคือจะไปเที่ยวเก็บในเมืองไทเปส่วนที่เหลือ หรือไม่ก็ไปเดินเล่นอุทยานแห่งชาติหยางหมิงชาน (Yangmingshan National Park) จากนั้นตอนเย็น ๆ ก็เดินทางต่อไปที่เมืองฮวาเหลียน (Hualien) เพื่อไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติทาโรโกะ (Taroko National Park) ต่อ

แต่สรุปว่าไม่ไหวครับ ปวดเท้าขวามาก แถมป่วยเจ็บคอไข้ขึ้นอีก พอดีซื้อตั๋วรถไฟไว้รอบสองทุ่ม หลังจากเช็คเอาท์ราว ๆ เที่ยงก็เลยตัดสินใจรออยู่ที่สถานีรถไฟเลย แปลกนิดที่ทั้งสถานีมีที่นั่งรอน้อยมาก แต่ดูทุกคนก็นั่งรอที่พื้นกัน ก็เลยนั่งด้วย

อันนี้มื้อเที่ยง เหมือนจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้ออีกแล้ว
อันนี้มื้อเย็น ผมชอบเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไต้หวันนะครับ อร่อยดี เป็นเส้นที่ไม่เคยกินที่ไทย อันนี้จริง ๆ สั่งไม่เผ็ด แต่ได้แบบเผ็ดมา ก็อร่อยไปอีกแบบ

หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟไปฮวาเหลียน จองโรงแรมไว้ชื่อ Hotelday Plus Hualien ตรงข้ามสถานีรถไฟเลย ก็สะดวกดีครับ เข้าโรงแรมแล้วก็พักผ่อน หมดวันไป

2 ม.ค. 67: เดินทางกลับไทเป

ตามแผนคือจะไปเที่ยวทาโรโกะ แต่ไม่ไหวจริง ๆ ครับ ยังป่วยหนักอยู่เลย เท้าก็ปวด จบเลย จริง ๆ จองรถไฟกลับไทเปไว้ดึก ๆ แต่คิดว่ารอไม่ไหว เลยซื้อตั๋วรถไฟใหม่รอบเที่ยง ๆ แล้วกลับไทเปเลย เหมือนสองวันนี้มานั่งรถไฟเล่นกับเที่ยวสถานีรถไฟ 555 วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ทรมานพอสมควร ตอนไปถึงโรงแรมรู้สึกโล่งมาก แบบรอดตายแล้ว

คืนนี้พักที่โรงแรม City Suites – Taoyuan Gateway เป็นโรงแรมใกล้ ๆ สนามบิน แต่ก็ไม่ใกล้ขนาดนั้น คือต้องนั่งรถไฟออกมาจากสนามบินอีก 2-3 สถานี แล้วก็เดินต่ออีกไกลอยู่ ดูในแผนที่เหมือนจะใกล้ ๆ จริง ๆ ควรนั่งแท็กซี่ ในวันกลับผมบินไฟลท์เช้า 7:00 กะว่าจะออกจากโรงแรมตอน 4:30 ก็ยังไม่ถึงรอบมีรถรับส่งสนามบินของโรงแรมอีก เลยได้นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน

ของหวานที่ศูนย์อาหารของสนามบิน เป็นเต้าหู้ใส่ไข่มุก อร่อยดีครับ
เสี่ยวหลงเปาที่ร้านเดียวกัน

3 ม.ค. 67: เดินทางกลับไทย

วันนี้ไม่มีอะไรครับ 4:30 ออกจากโรงแรม ไปถึงสนามบินราว 5:00 สรุปเคาท์เตอร์เช็คอินเปิดแค่เคาท์เตอร์เดียว ตอนแรกก็รู้สึกว่าแปลกเพราะไฟลท์ 7 โมง จริง ๆ ก็ควรเปิดให้ดรอปกระเป๋าซักตีสี่กว่าๆ นี่แหละ มารู้ทีหลังว่าไปผิดแถวอีก (เพราะเขามีหลายแถว) ก็เลยได้ย้ายไปอีกแถว สุดท้ายก็ผ่านทุกอย่างกลับถึงไทยได้โดยสวัสดิภาพครับ


ก็จบลงแล้วครับสำหรับทริปไต้หวัน รู้สึกผิดแผนไปเยอะมาก อยากกลับไปซ่อมซักวัน แต่ปีนี้คิดว่าคงได้เที่ยวค่อนข้างน้อยเพราะอยากตั้งใจผ่อนคอนโดให้ได้เยอะ ๆ ก่อนดอกเบี้ยขึ้น น่าจะไม่ค่อยได้ไปไหนครับ 😅 อย่างไรพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ 😄

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *