ไปประชุม เที่ยวจาการ์ตาต่อ 2 วัน

ช่วงวันที่ 6-9 พ.ย. 66 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเข้าร่วมงานประชุม AeHIN General Meeting 2023 มาครับ ปีนี้จัดที่เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียครับ ต้องขอบคุณทางผู้จัดที่เชิญไปร่วมงานมา ณ​ โอกาสนี้นะครับ ผมคิดว่าเป็นงานด้าน digital health ที่ดีมากงานหนึ่งในภูมิภาคนี้ครับ ทำให้มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนกับ expert จากประเทศต่าง ๆ หวังว่าปีหน้าจะได้มีโอกาสไปอีกครับ ไม่แน่ใจว่าจะไปจัดที่ประเทศไหนเหมือนกันนะครับ

หลังเสร็จงาน ผมจึงอยู่ที่จาการ์ตาต่ออีก 3 วันครับ เที่ยว 2 วันและเดินทางกลับในวันสุดท้าย หลัก ๆ ก็เป็นการเที่ยวในตัวเมืองจาการ์ตานี่แหละครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเที่ยวบาหลีมาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่จาการ์ตาครับ

10 พ.ย. 66: เมืองจำลองอินโดนีเซีย – food tour

เนื่องจากที่ผ่านมาการเที่ยวหลาย ๆ เมือง ผมรู้สึกว่าผมชอบเที่ยวแบบมีไกด์คอยอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ มากกว่าเที่ยวเอง ก่อนมาที่นี่ก็พยายามหาทัวร์แบบที่เราไปร่วมแจมด้วยได้ แต่หาไม่ได้เลยครับ มีแต่ private tour หมดเลย ผมก็เลยจองไปเลย โดยผมจอง food tour ไว้เย็นวันนี้ และ city tour วันต่อมา วันนี้จริง ๆ ก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกันเพราะ 4 โมงเย็นก็ต้องไปที่จุดนัดพบ food tour แล้ว ก็เลยมาลงที่เมืองจำลองนี่แหละครับ

เมืองจำลองอินโดนีเซีย (Taman Mini Indonesia Indah)

เป็นสวนขนาดใหญ่ที่รวบรวมเอาสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซียในจังหวัดต่าง ๆ มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ตรงกลางจะเป็นบึง และก็มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ (มาที่นี่แล้วผมนึกถึง Skansen ในสวีเดนเหมือนกันนะ) การเดินทางโดยรอบสามารถนั่ง shuttle bus, ปั่นจักรยาน, นั่งกระเช้า หรือเดินเอาก็ได้ เนื่องจากผมอยากเดินดูอาคารต่าง ๆ ทีละหลัง ก็เลยเดินเอาเลยครับ ประมาณ 2 ชั่วโมงก็รอบนะ แต่ว่าร้อนมาก ร้อนแบบจะเป็นลม ฝนจะตกด้วยแหละครับเลยอบอ้าวเป็นพิเศษ

ผมคิดว่าการมาที่นี่น่าสนใจ เพราะว่าแต่เดิมก่อนจะเกิดประเทศอินโดนีเซีย บริเวณหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็เคยเป็นเมืองที่ปกครองตนเองมาก่อน ส่วนใหญ่ก็ปกครองโดยสุลต่าน มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง จนชาวดัตช์เข้ามายึดเป็นอาณานิคมเลยมีผู้ปกครองเดียวร่วมกัน ต่อมาประกาศอิสรภาพก็เลยยึดตามพื้นที่เดิมที่ดัตช์เคยครอบครอง เลยออกมาเป็นเขตแดนของอินโดนีเซียในปัจจุบัน แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ก็ยังคงอยู่ (จะแยกประเทศกันก็หลายครั้ง) มาที่เดียวได้เห็นวัฒนธรรมของทุกที่จึงน่าสนใจดีครับ

การเดินทางมาที่นี่สามารถมาด้วยรถไฟฟ้าได้เลย จะมีรถ shuttle bus คอยบริการฟรีคอยรับส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้าและเมืองจำลอง แต่ผมมาด้วยแท็กซี่นะ พอดีตอนนั้นรถไฟฟ้าเสีย

แผนที่ Taman Mini (ภาพจากเว็บไซต์ Taman mini)
เดินเข้ามาที่แรกจะเจอ Indonesia Museum ก่อน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากทุกจังหวัด
ตัวพิพิธภัณฑ์ตกแต่งสไตล์บาหลี จริง ๆ จากในทุกจังหวัดของอินโด ฯ นี่ ผมว่าบาหลีก็มีเอกลักษณ์ที่สุดแล้วล่ะ แต่ก็แอบรู้สึกว่าของที่อยู่ตรงกลางแบบนี้น่าจะออกแบบใหม่ให้เป็นการผสมผสานจากหลายจังหวัดมากกว่า
พื้นที่ในแถบอินโด ฯ นี้มีมนุษย์อาศัยมานานมากแล้วตั้งแต่ยุคหิน อันนี้เป็นกระดูกศีรษะของมนุษย์ Homo erectus ที่ค้นพบบนเกาะชวา
ช่วงที่ไปมีการจัดแสดงหน้ากากจากพื้นที่ต่าง ๆ มีแปลก ๆ สวย ๆ หลายอันเลยครับ
ชั้นสองจะเป็นจัดแสดงพวกเสื้อผ้า และผ้าบาติก ผ้าบาติกนี่ก็เป็นเทคโนโลยีที่สร้างโดยชาวอินโดนีเซียนะครับ การใส่เสื้อเชิตบาติกถือว่าเป็นชุดสุภาพที่สามารถใส่ออกงานทางการต่าง ๆ ได้ (น่าจะคล้าย ๆ ชุดไหมของไทย) ในงานประชุมของ AeHIN ผมก็เห็นคนใส่เยอะเลย
ถ้าเวลาน้อยการนั่งกระเช้าชมบ้านจากจังหวัดต่าง ๆ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดี จริง ๆ ผมว่าจะมานั่งเหมือนกันนะ แต่เดินเสร็จก็หมดเวลาแล้ว เลยต้องรีบออกไปก่อน
บึงตรงกลาง ถ้าอากาศเย็น ๆ ก็น่ามาเดินชิลรอบ ๆ อยู่

ผมว่าปัญหาอย่างหนึ่งของที่นี่ (ถ้าไม่นับความร้อน) ก็คือการออกแบบจุดปลูกต้นไม้ คือหามุมถ่ายรูปยากมาก ทั้ง ๆ ที่อาคารหลาย ๆ อาคารก็สวยและน่าถ่ายเลย แต่หามุมถ่ายไม่ได้ ต้นไม้บัง อันนี้ก็แปลกดีครับ 😅

จริง ๆ ผมถ่ายรูปอาคารของทุกจังหวัดมาเลยนะ แต่เดี๋ยวบล็อกนี้จะยาวไป ขอเอาลงเฉพาะที่รู้สึกว่าโดดเด่นครับ

อาคารของจังหวัดสุมาตราตะวันตก (West Sumatra หรือ Sumatera Barat)
เจอน้องมากับคุณพ่อ พ่อบอกให้นั่งไว้ พ่อจะถ่ายรูป
ฝรั่งสองท่านมากับ local guide จริง ๆ ผมรู้สึกว่าผมก็น่าจะจ้างไกด์เหมือนกัน เพราะดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ว่าที่ไหนเป็นที่ไหนและมีจุดเด่นอย่างไร จริง ๆ เหมือนเขาจะมีบริการไกด์ทัวร์ฟรีเป็นรอบ ๆ ด้วยนะครับ แต่ไม่แน่ใจมีภาษาอังกฤษไหม
อาคารของจังหวัดรีเยา (Riau)
อาคารของจังหวัดสุมาตราเหนือ (North Sumatra – Sumatera Utara)
อาคารของจังหวัดอาเจะฮ์ (Aceh)
อาคารส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ขึ้น แต่ก็มีหลาย ๆ อาคารที่ขึ้นได้ และก็จะมีจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ
ผมจำไม่ได้แล้วว่าอันนี้หลังไหน
หลังนี้เหมือนบ้านไทยมาก อาคารจากกาลีมันตันตะวันตก (West Kalimantan – Kalimantan Barat) บนเกาะบอร์เนียว
ก่อนจะตกเป็นของดัตช์ แต่ละเมืองก็เคยมีผู้ปกครองมาก่อน หรือแม้กระทั่งบางจังหวัดเช่นยอกยาการ์ตา ก็ยังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์อยู่
ไม่นับอาคารแบบบาหลีแล้ว ผมว่าอาคารแบบนี้เห็นบ่อยในสื่อต่าง ๆ เป็นอันดับสอง เป็นอาคารจากจังหวัดซูลาเวซีใต้ (South Sulawesi – Sulawesi Selatan)
จริง ๆ แนวหลังคายื่นยาว ๆ นี่ จังหวัดอื่นก็ทำ แต่อันนี้ดูจะยาวสุด
เห็นก็รู้เลย บาหลี (Bali)
รูปปั้นของกาจาห์ มาดา เป็นผู้นำทางทหารและนายกรัฐมนตรี (เทียบกับสมัยนี้) ของอาณาจักรมัชปาหิตในช่วงศตวรรษที่ 12 เป็นผู้รวมอาณาจักรต่าง ๆ ให้มาอยู่ภายใต้อาณาจักรมัชปาหิตแห่งเดียว เหมือนจะมีวลีเด็ดประจำตัวว่าจะไม่กินอาหารใส่เครื่องปรุง จนกว่าจะยึดทุกเมืองได้

เดินต่อไปจะเจอโซนศาสนสถานจากศาสนาต่าง ๆ

วัดพุทธ
โบสถ์คริสต์โปรเตสแตนต์
โบสถ์คริสต์คาทอลิก
มิสยิดอิสลาม

เสร็จแล้วผมก็ไปขึ้น shuttle bus เพื่อไปต่อที่ food tour โดยรวมผมว่ารถไฟฟ้าที่นี่แอบขึ้นยากกว่าปกตินิด อาจด้วยป้ายต่าง ๆ มีความงง ๆ อยู่บ้าง (จริง ๆ ผมว่ากรุงเทพ ฯ ก็งง แค่เราอ่านภาษาไทยออกมันเลยดูเหมือนไม่ได้ยากมาก) แต่อย่างน้อยเขาก็ใช้บัตรใบเดียวขึ้นได้ทุกสายรวมไปถึงรถเมล์ด้วยนะ

บรรยากาศสถานีรถไฟฟ้า TMII
ลงมาต่อไปอีกสาย ระหว่างทางแวะถ่ายบรรยากาศเมือง คล้ายกรุงเทพ ฯ​ มากนะ

Jakarta Food Tour

ผมจองทัวร์ของ Happy Walkers Guide มาครับ โดยจอง Jakarta Food Tour ราคา 59 EUR ก็ราว 2,200 บาท มีอาหารในคอร์สราว ๆ สิบอย่าง และจะมีไกด์อธิบาย โดยอาหารจะกระจายอยู่หลาย ๆ ที่ มีตั้งแต่ฟู้ดคอร์ท สตรีทฟู้ด ไปจนถึงร้านอาหาร ใช้เวลาตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ก็ราว 4 ชม. จริง ๆ เป็น private tour เหมือนกัน แต่ผมถามเขาว่าไปกับคนอื่นได้ไหม เพราะอยากแชร์อาหาร จะได้กินหลาย ๆ อย่าง ก็พอดีได้ไปกับอีกท่านหนึ่งพอดี

ตอนนี้คือจำไม่ได้แล้วว่าจานไหนคืออะไรทำจากอะไร แต่จะเล่าเท่าที่จำได้ละกันครับ

เปิดมาจานแรกเป็นของหวาน เหมือนจะเป็นคล้าย ๆ ลอดช่อง ส่วนทางซ้ายเป็นถั่วเหลืองหมักเทมเป้ (ผมก็เพิ่งรู้จักเหมือนกันครับ) กับเต้าหู้ทอด
จานนี้คือเป็มเปค (Pempek) เข้าใจว่าคือลูกชิ้นปลา (แป้งผสมเนื้อปลาบด) แล้วเอาไปทอด ราดซอส ถ้าจำไม่ผิดเป็นซอสมะขาม
โซโต (Soto) เป็นซุปพื้นเมืองอินโดนีเซีย แต่ละพื้นที่จะทำออกมาต่างกันมาก ตรงที่ไปกินเป็นศูนย์อาหารที่มีอาหารจากจังหวัดต่าง ๆ
อร่อยที่สุดของวันแล้วถ้วยนี้ ซุปเนื้อ Soto Betawi น้ำซุปผสมนมสด กลมกล่อม ๆ ดีครับ คล้าย ๆ ราเมนทงคตสึ
ออกจากศูนย์อาหารก็ไปต่อกันที่สตรีทฟู้ด เริ่มจากมะตะบะ ผมก็เพิ่งเข้าใจความต่างของโรตีกับมะตะบะนี่แหละครับ จริง ๆ ที่ไทยก็น่าจะทำแบบเดียวกัน มีแบบเค็มกับแบบหวาน เราสั่งแบบหวานมากิน
ระหว่างการทอด
กินได้นิดเดียวก็อิ่มแล้ว ชิ้นใหญ่มาก
บรรยากาศสตรีทฟู้ดแถว ๆ นั้น
บรรยากาศสตรีทฟู้ดแถว ๆ นั้น
เหมือนจะเป็นตระกูลติ่มซำ ไม่ได้ลองเหมือนกันครับ
ไปต่อกันที่ร้านอาหาร local มาก แบบคนที่นั่นกินกันจริง ๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้กินอะไรที่ร้านนี้เท่าไหร่
ไกด์ท้าให้ลองกิน เข้าใจว่าอันนี้คือสะตอ ปกติอยู่ไทยก็ไม่ได้กิน ของที่นี่จะกินสองแบบแบบสด ๆ เลยกับแบบเอาไปทอดก่อน ผมลองทั้งสองแบบ คิดว่าทอดก่อนอร่อยกว่า
มีซุปขนุนอ่อนให้ลองชิม เข้าใจว่าไทยก็มีเมนูประมาณนี้ ถ้าเป็นอิสานก็น่าจะเรียกซุปบักมี่
ไปต่อกันที่ร้านอาหารปาดัง เป็นร้านแบบจะยกอาหารทุกอย่างมาให้เราเลือก แล้วเราก็กินที่เราอยากกิน พอกินเสร็จร้านก็จะมาคิดเงิน จริง ๆ ระบบก็คล้าย ๆ ซูชิสายพานอยู่นะ ผมลืมชื่อร้านแล้วแต่เขาตกแต่งสวยดี
แกงพะแนงเนื้อเรินดัง (Rendang) น่าจะเป็นอาหารอินโดนีเซียชื่อดังอีกอันหนึ่ง อร่อยดีครับ แต่ผมกินบ่อยแล้วจากในงานประชุม มีให้ตักทุกวัน 😆
ที่เห็นก้อน ๆ อันนี้คือสมองวัว ลืมแล้วว่าเรียกว่าอะไร ไกด์ถามว่าลองไหม เลยลองกินดูครับ เป็นหยึย ๆ มัน ๆ จริง ๆ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นสมองวัวก็อาจจะรู้สึกเหมือนเคี้ยวไขมันเล่น 555 พอรู้ว่าเป็นสมองก็แปลก ๆ นิดเหมือนกันครับ 😅

หลังจากนั้นไกด์ก็พาไปกินกาแฟต่อ เหมือนจะเป็นกาแฟที่มีความพิเศษบางอย่างอยู่เหมือนกันครับ แต่ผมแยกกาแฟไม่ค่อยออก 55 แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านครับ โดยรวมถามว่าคุ้มไหมก็พูดยากนะครับ คือถ้าเทียบอาหารก็อาจจะไม่ได้ถึงกับ wow แต่โดยรวมก็ได้ประสบการณ์ที่หลากหลายดีอยู่เหมือนกันครับ ผมว่าถ้ามีให้ชิมมากกว่านี้ โดยไม่ต้องกินอะไรเยอะ จะเยี่ยมมากเลยครับ และเหมาะจะไปเป็นกลุ่มซัก 3-4 คนเพื่อหารกันกินมากกว่า

11 พ.ย. 66: Jakarta City Tour

วันนี้ก็เป็นทัวร์ route มาตรฐานสำหรับการมาเที่ยวจาการ์ตาครับ ผมซื้อทัวร์ผ่าน Viator โดยผู้ให้บริการทัวร์ชื่อว่า Ekaputra Tour ครับ โดยซื้อเป็น Jakarta City Tour ในเว็บเหมือนจะราคา $70-$110 แต่ทำไมผมโดนชาร์จไป $130 ก็ไม่รู้ครับ 55 อาจจะเป็นราคาตอนนั้น หรือไม่ก็รวมพวก VAT พวกค่าบริการของ Viator ไปด้วย $130 ก็ตกราว 5,000 บาท จริง ๆ ก็นับว่าแพงอยู่ ถ้ามีคนหารอีกซัก 1-2 คนน่าจะกำลังดี

ทัวร์มารับและมาส่งที่โรงแรมเลย ตลอดทั้งวันมีรถบริการ รวมอาหาร 1 มื้อ พวกเข้าสถานที่ต่าง ๆ จริง ๆ น่าจะไม่แพงหรือไม่ก็ฟรี แต่เห็นไกด์ ๆ ชูบัตรซักอย่างแล้วก็ไม่ต้องต่อคิว อันนี้ก็สะดวกดี

มัสยิดอิสติกลัล (Istiqlal Mosque)

ส่วนตัวผมชอบที่นี่ที่สุดในจาการ์ตาแล้วครับ เป็นมัสยิดที่สวยดี การจะเข้าไปดูต้องมีเจ้าหน้าที่พาไปเท่านั้นและจะพาไปดูเป็นรอบ ๆ ระหว่างที่ดูเขาก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์อธิบายจุดต่าง ๆ ไปด้วย

Istiqlal แปลว่า Independence ในภาษาอาหรับ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียในสมัยประธานาธิบดีซูการ์โน โดยตั้งใจสร้างให้อยู่ใกล้ ๆ กันกับจัตุรัสเมอร์เดกา (Merdeka Square) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์แห่งชาติ (National Monument) และใกล้ ๆ กับอาสนวิหารจาการ์ตา เพื่อแสดงถึงความกลมเกลียวข้ามศาสนาตามหลักปัญจศีล (Panjasila) ซึ่งเป็นปรัชญาแห่งรัฐของอินโดนีเซียที่ปธน.ซูการ์โนพยายามจะผลักดันเช่นกัน

มัสยิดอิสติกลักนี้เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกในด้านความจุของคน (สอดคล้องกับที่อินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

บรรยากาศภายนอกของมัสยิด ดูไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเท่าใด
จะไปที่มัสยิดได้ต้องขึ้นบันไดหลายชั้นอยู่เหมือนกัน
โผล่มาชมความอลังการของมัสยิด พวกจำนวนเสา จำนวนสิ่งต่าง ๆ ก็มักมีความหมายซ่อนอยู่ตามสไตล์มัสยิดอิสลาม ท่านใดสนใจลองหาอ่านเพิ่มดูครับ 55
บริเวณโดม สวยดี
เส้นแบ่งตรงกลางคือไว้แบ่งโซนหญิงชาย ผู้ชายจะกินพื้นที่เยอะกว่า ประมาณ 3/4 ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรเหมือนกันครับ ที่นี่สามารถสวดได้ทั้งข้างในข้างนอก ในช่วงงานสำคัญจริง ๆ ที่นั่งข้างในก็มักจะเต็ม คนก็จะได้ล้นไปสวดอยู่ข้างนอก
สถาปัตยกรรมมีความ futuristic นิด ๆ ดีครับ
หญิงท่านนี้น่าจะกำลังสวดหรือละหมาด ไม่แน่ใจครับ
สถาปัตยกรรมภายนอกก็สวยไปอีกแบบ
บรรยากาศภายนอก
เจ้าหน้าที่อธิบายให้ฟังว่าแต่ละช่องเป็นที่ให้คนมานั่งสวดภายนอกได้ โดยทิศทางที่หันไปก็จะหันไปทางนครเมกกะพอดี
จุดเด่นหนึ่งของมัสยิดนี้คือมีหออะษาน (Minaret) แค่หอเดียว ปกติจะมีหลายหอ อ่านจากวิกิบอกว่าเพื่อแสดงความมีหนึ่งเดียวของพระเจ้า
ข้างล่างจะมีกลองเบอดุก (Bedug) สำหรับเรียกสวดมนต์สมัยก่อน ไกด์บอกอันนี้ก็เป็นเอกลักษณ์ของมัสยิดในอินโดนีเซีย ซึ่งน่าจะจริง เพราะผมก็ไม่เห็นกลองแบบนี้ในมัสยิดประเทศอื่น
ไกด์ส่วนตัวผมบอกแมวสามารถเข้ามาในมัสยิดได้ เพราะชาวมุสลิมเชื่อว่าสะอาด ไกด์บอกท่านนบี มูฮัมหมัดก็เลี้ยงแมว (แต่ไกด์ผมเป็นคริสต์นะ ไม่รู้เชื่อได้ไหม 55)

อาสนวิหารจาการ์ตา (Jakarta Cathedral)

ด้านตรงข้ามของมัสยิดจะเป็นอาสนวิหารจาการ์ตา เห็นบอกว่ามีทางเดินใต้ดินเชื่อมหากันด้วย ที่สร้างไว้ตรงข้ามกันเพื่อแสดงความกลมเกลียวและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติของ 2 ศาสนา โดยอาสนวิหารนี้มีอยู่เดิมอยู่แล้วตั้งแต่ช่วง 1900s ส่วนมัสยิดมาสร้างทีหลัง หลังประกาศอิสรภาพ

ปกติทุกคนจะแปล Jakarta Cathedral ว่า “มหาวิหารจาการ์ตา” แต่ส่วนตัวผมเองมักจะแปล Cathedral เป็นอาสนวิหาร ส่วน Basilica เป็นมหาวิหาร ครั้งนี้ก็เลยขอแปลตามธรรมเนียมเดิมว่าอาสนวิหารละกันครับ

อาสนวิหารนี้เป็นอาสนวิหารแบบโกธิคของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก จริง ๆ สมัยล่าอาณานิคม ชาวดัตช์เป็นโปรเตสแตนต์ และไม่สนับสนุนการเผยแพร่คาทอลิก จนฝรั่งเศสในสมัยนโปเลียนยึดเนเธอร์แลนด์ได้และให้น้องชายซึ่งเป็นคาทอลิกไปปกครอง ตั้งแต่นั้นมาจึงสามารถเผยแพร่คาทอลิกได้ และสามารถสร้างโบสถ์คาทอลิกได้

สถาปัตยกรรมภายนอก จริง ๆ ก็เหมือนโบสถ์โกธิคทั่วไป ถามไกด์ว่ามีอะไรให้ดูเป็นพิเศษไหมไกด์ก็บอกไม่มี 555
บริเวณทางเข้า อาสนวิหารนี้จริง ๆ ชื่อเต็มคือ The Church of Our Lady of the Assumption
เข้าไปเจอคนกำลังแต่งงานกันอยู่
ไกด์บอกท่านนี้คือบุคคลสำคัญทางศาสนาคริสต์ในอินโดนีเซีย ผมฟังไม่ค่อยได้ยินว่าตำแหน่งอะไร
รูปปั้นพระแม่มารีรองรับพระศพพระเยซู (The Pieta)

อนุสาวรีย์แห่งชาติ (National Monument – Monas)

คำว่า Monas นี้มาจาก Monumen Nasional เข้าใจว่าภาษาอินโดนีเซียนี่แหละครับ แต่น่าจะยืมคำมาจากภาษาอื่น ศัพท์ที่เหมือนจะยืมแบบนี้เห็นได้บ่อย ๆ เหมือนกันครับ อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่บนจัตุรัสเมอร์เดกา (Merdeka Square) ซึ่งเป็นจัตุรัสขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก มักใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญ ๆ

Monas นี้เป็นเสาโอเบลิสก์ที่สื่อถึงลึงค์และโยนี (Lingam and Yoni) โดยเสาคือลึงค์และถ้วยข้างล่างคือโยนี สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ และเหมือนจะมีความหมายอื่น ๆ ด้วย ข้างบนเสาที่เห็นเป็นสีทอง ๆ ไกด์บอกว่าเป็นทองคำเปลวที่เป็นทองแท้ ๆ เคลือบไว้ ข้างล่างเลยต้องมีรั้วมีการ์ดตลอด เดี๋ยวคนขึ้นไปขโมย (ฟังไปก็สงสัยว่าจะขึ้นได้อยู่หรอ 55)

National Monument – Monas
แต่ละด้านจะมีรูปปั้นอนุสาวรีย์ ผมเดินมาทางด้านเหนือ เป็นอนุสาวรีย์ของเจ้าชายดิโปเนโกโร (Diponegoro) ซึ่งเป็นเป็นผู้ทำสงครามชวาต่อต้านชาวดัตช์
บันไดขึ้นไปส่วนถ้วยของ Monas เดินข้ามไปเลยไม่ได้ ต้องเข้าไปทางทางลอดใต้ดิน ทางลอดแอร์เย็นดี แต่ไปถึงส่วนข้างในก็ร้อนอยู่ดี

ข้างในชั้นแรกเป็นโถงกว้างซึ่งเป็น The National History Museum มีจัดแสดงแบบจำลอง 3 มิติ (Diorama) เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย เยอะอยู่นะครับ น่าจะราว 50 อัน ไกด์ก็เก่งดี เล่าได้ทุกรูปเลย

เหมือนภาพนี้จะเป็นภาพแรก เล่าตั้งแต่ช่วงมีการค้าขายกับอินเดียและรอบ ๆ ทำให้อิทธิพลของอินเดียเข้ามา เช่น พุทธศาสนา
เจ้าชายดิโปเนโกโร (Diponegoro) ซึ่งเป็นเป็นผู้ทำสงครามชวา (คนที่เป็นอนุสาวรีย์ขี่ม้าข้างหน้า Monas) คนที่ขี่ม้าขาวในภาพ ในภาพบรรยายว่าชาวดัตช์รบยังไงก็ไม่ชนะ สุดท้ายหลอกเจ้าชายว่าให้มาเจรจาแล้วจับตัว
เจ้าหญิงการ์ตีนี (Kartini) ผู้ผลักดันสิทธิสตรีในอินโดนีเซีย ช่วง 1900s ชีวิตเธอมีทำเป็นหนังด้วย (IMDB)
การเกิดขึ้นขององค์กรบูดี อูโตโม (Budi Utomo) โดยดร.ซูโตโม (Soetomo) และกลุ่มเพื่อนที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตก องค์กรนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญขององค์กรชาตินิยมในอินโดนีเซีย (อ่านเพิ่มเติม)
ขบวนการ “มูฮัมมาดิยะฮ์” (Muhammadiyah) เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปศาสนาและสังคมอิสลาม (อ่านเพิ่มเติม)
การเข้ามาของญี่ปุ่น
การอ่านคำประกาศอิสรภาพ โดยซูการ์โน
ความพยายามกลับเข้ามาของกองกำลังดัตช์ หลังการประกาศอิสรภาพ
The Afro-Asian conference 1955 จัดที่อินโดนีเซีย
ในภาพบรรยายว่าปธน.ซูการ์โน ฝากฝังนายพลซูฮาร์โตก่อนตายให้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ (อันนี้ก็ไม่รู้เหตุการณ์นี้จริงไหม)
เดินขึ้นมาชั้นสองจะเป็น The Hall of Independence ซึ่งทั้ง 4 ด้านก็จะมีสิ่งต่าง ๆ ด้านนี้คือ ตราแผ่นดินของอินโดนีเซีย เป็นรูปตราพญาครุฑปัญจศีล ลองดูรายละเอียดความหมายของแต่ละช่องได้ในหน้านี้ครับ
อีกด้านหนึ่งจะมีประตูที่เปิดเป็นระยะ (ไม่แน่ใจว่าทุกกี่นาที) พอเปิดออกจะพบกระดาษที่ปธน.ซูการ์โนอ่านคำประกาศอิสรภาพ กรอบที่ล้อมรอบเป็นทองคำเปลวแท้เหมือนกัน แล้วก็จะมีเปิดเสียงตอนที่ปธน.ซูการ์โนอ่านคำประกาศจริง ๆ ท่านใดสนใจลองหาฟังได้ใน YouTube
เดินออกมาข้างนอกจะเป็นบริเวณนอกถ้วย ชมวิวเมืองรอบ ๆ ส่วนหอคอยข้างบนจริง ๆ ก็ขึ้นได้นะครับแต่คิวยาวมาก เลยไม่ได้ขึ้นครับ
หลังจากนั้นเราก็แวะกินข้าวกัน ไม่แน่ใจว่าอันนี้ร้านอาหารปาดังหรือเปล่า หรือว่าคืออาหารที่บริษัททัวร์เตรียมไว้ให้

วัดวิหารธรรมะภักดี (Vihara Dharma Bhakti Temple)

หลังจากนั้นเราก็ไปต่อที่ย่านไชน่าทาวน์ ซึ่งข้างในมีวัดนี้อยู่ เป็นวัดแบบจีนและเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจาการ์ตา เคยเกิดเพลิงไหม้มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงการสังหารหมู่บาตาเวีย ปี 1740 ที่ชาวดัตช์สังหารหมู่ชาวจีนจำนวนมากเนื่องจากการประท้วงราคาน้ำตาล และครั้งที่สองเป็นอุบัติเหตุเมื่อปี 2015 นี้เอง

น้องทำท่าเหมือนข้างบนเลย
เหมือนวัดนี้จะเป็นวัดเจ้าแม่กวนอิม
พอดีไกด์ก็ไม่ค่อยรู้ว่าแต่ละส่วนในวัดจีนมีอะไรบ้าง และรูปปั้นแต่ละรูปคือใครบ้าง แต่น่าจะปน ๆ กันระหว่างพุทธมหายานกับลัทธิขงจื้อ
บรรยากาศภายในวัด
บรรยากาศภายในวัด
ไปได้ทุกศาสนา
น่าจะเป็นห้องไว้กราบไหว้เทพ
แมวเด็ก
เดินออกมาจากวัดก็จะเป็นชุมชนไชน่าทาวน์ ไกด์บอกช่วงเช้าจะเป็นตลาดครึกครื้น แต่ตอนนี้บ่ายแก่ ๆ แล้วปิดร้านกันหมดแล้ว
แต่บางร้านก็ยังมีของขายอยู่บ้าง
เป็นไชน่าทาวน์ที่ไม่บอกก็ไม่รู้ว่าไชน่าทาวน์ ปกติเมืองอื่น ๆ จะมีความเป็นจีนมากกว่านี้หน่อย (ส่วนหนึ่งก็คงเพราะเมืองพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย อันนี้อาจเป็นไชน่าทาวน์จริง ๆ แบบไม่พยายามจะไชน่ามากนัก)

ไกด์บอกว่าอันนี้เป็นไชน่าทาวน์แบบดั้งเดิม ปัจจุบันก็มีอีกไชน่าทาวน์นึง คือไชน่าทาวน์จริง ๆ ที่ชาวจีนสมัยใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ มาทำธุรกิจมาลงทุน น่าจะคล้าย ๆ บ้านเรา ไชน่าทาวน์ดั้งเดิมอาจคือเยาวราช แต่ไชน่าทาวน์สมัยนี้จริง ๆ น่าจะแถวห้วยขวาง

เขตเมืองเก่าจาการ์ตา (Jakarta Old Town – Kota Tua Jakarta)

จาการ์ตานี้จริง ๆ เป็นเมืองมานานแล้ว เดิมชื่อว่าจายาการ์ตา (Jayakarta) แต่ว่าตอนชาวดัตช์เข้ามาก็ทำลายทิ้งแล้วตั้งชื่อว่าบัตตาเวีย (Batavia) เขตเมืองเก่าก็คือบริเวณนี้นั่นเอง เป็นจุดแรกที่ชาวดัตช์เข้ามาตั้งถิ่นฐานและเป็นเมืองหลวงของบริษัทดัตช์อินเดียตะวันออก (Dutch East India company – VOC) ต่อมาก็เสื่อมความนิยมลงตามบริษัท VOC และคนรวยก็ย้ายลงไปอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนญี่ปุ่นเข้ามายึดครองและเปลี่ยนชื่อเป็นจาการ์ตาและใช้มาจนถึงในปัจจุบัน

ย่านนี้เป็นย่านที่มีสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลจำนวนมาก

ไม่แน่ใจว่าคืออาคารอะไรบ้างเหมือนกันครับ จริง ๆ ถ้าเขาเอาสายไฟลง แล้วทำแม่น้ำดี ๆ นี่จะน่าเดินมากเลยนะครับ
น่าจะอาคาร museum bank Indonesia
บรรยากาศแบบเมืองเก่า
ไกด์บอกเป็นอดีตโรงพยาบาล ถ้าผมจำไม่ผิด
ทางเดินไปจัตุรัสฟาตาซิลา (Fatahillah square) เต็มไปด้วยตึกเก่า
บรรยากาศแถวเมืองเก่า
รถคันนี้นี่เห็นใครมาแถวนี้ถ่ายรูปทุกคน
คนมาที่จัตุรัสเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่อากาศก็ร้อน มีดนตรีแสดง มีคนมานั่งปิกนิก
อาคารพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จาการ์ตา (Jakarta History Museum) เป็นอดีตศาลากลางเมืองในสมัยบาตาเวีย ข้างใต้มีคุกด้วย
อาคารไปรษณีย์จาการ์ตา ไม่แน่ใจว่ายังใช้อยู่ไหมในปัจจุบัน
ไม่แน่ใจว่าเอาไว้ทำอะไร แต่เป็นอาคารแรกในอินโดนีเซียที่มีลิฟท์ใช้
เป็นอาคารเก่าแก่อันดับสองของเมือง แต่ก่อนก็ใช้ทำอย่างอื่น ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร
ปืนใหญ่นี้สร้างโดยชาวโปรตุเกสและเอาไว้ที่มะละกา ตอนนั้นดัตช์ไปตีชนะมาก็เลยเอามาไว้ที่นี่ ด้านหลังเป็นรูปมือผู้หญิง มีความเชื่อว่าใครได้จับก็จะเจริญพันธุ์ได้ดี
บรรยากาศรอบ ๆ เมืองเก่า
สตรีทฟู้ดแถวนั้น

ท่าเรือซุนดาเกลาปา (Sunda Kelapa Harbour)

ปิดท้ายวันด้วยการไปที่ท่าเรือซุนดาเกลาปา ซึ่งเป็นจุดแรกที่ชาวดัตช์มาถึงจาการ์ตา ปัจจุบันก็ยังเป็นท่าเรือที่ใช้งานจริงอยู่สำหรับการขนส่งสินค้าไปเมืองใกล้ ๆ อ่านดูบอกว่าจุดเด่นของที่นี่คือเรือใบสินค้า (Pisini) ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ผมไม่เห็นเหมือนกันแหะ

คอนเทนเนอร์เปล่า ไม่รู้ทำไมเอาไว้แถวนี้เหมือนกัน
เห็นแต่เรือไม้ธรรมดา
หรือว่าเรือพวกนี้คือเรือใบ Pisini ที่ว่าก็ไม่ทราบนะครับ แต่ผมว่าโดยรวมบรรยากาศก็เงียบเหงาไปนิด ถ้าเป็นประเทศแบบเกาหลีญี่ปุ่น (หรือแม้แต่ไทย) ท่าเรือประวัติศาสตร์แบบนี้น่าจะมีอะไรให้ทำมากกว่านี้

หลังจากนั้นไกด์ก็ไปส่งที่โรงแรมเตรียมตัวเดินทางกลับไทยต่อไปครับ โดยรวมตอบยากเหมือนกันนะครับว่าคุ้มไหม ผมรู้สึกว่าบางจุดเขาก็อธิบายดีมาก บางจุดก็ไม่ค่อยลงรายละเอียด อีกอย่างวันที่ไปพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในแผนก็ปิดก่อนเวลาอีก สรุปคือผมว่าถ้าไปกันเป็นกลุ่มหารกันหลาย ๆ คนโอเคเลยครับ ไปคนเดียวไม่ค่อยคุ้ม


ก็จบแล้วครับสำหรับทริปจาการ์ตานี้ ผมว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีอะไรน่าสนใจเยอะนะครับ คือดูขนาดจากแผนที่เหมือนจะไม่ใหญ่ แต่จริง ๆ เขาใหญ่มากนะ และมีความหลากหลายสูงมาก ตามเกาะต่าง ๆ ก็มีอะไรน่าสนใจน่าไปอีกเยอะครับ ไว้มีโอกาสกลับมาใหม่ครับ

ไว้พบกันในทริปหน้าครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *