Travel

เที่ยวเบอร์ลิน (Berlin) อดีตสมรภูมิสงครามโลกและสงครามเย็น สู่เมืองแห่งศิลปะสมัยใหม่

23 October 2018

หลังจากจบทริปอิตาลี ผมก็ไปต่อที่เบอร์ลินระหว่างวันที่ 27 ก.ย. – 2 ต.ค. 61 ครับ

ความคิดเห็นต่อทริปนี้โดยรวม

  • เบอร์ลินเป็นศูนย์กลางของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นก็กลายเป็นสมรภูมิหนึ่งของสงครามเย็น ทำให้เมืองมีบรรยากาศของความเศร้าบางอย่าง เวลาไปดูพวกอนุสรณ์หรือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้
  • ความที่เป็นสมรภูมิสงครามเย็นมานาน ทำให้เมืองไม่ได้รับการพัฒนาเหมือนเมืองใหญ่อื่น ๆ จนทุกวันนี้ก็ยังต้องให้รัฐคอยเอาเงินไปอุดหนุน แทนที่จะเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจเหมือนเมืองอื่น ๆ
  • แต่เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางการเมือง-ศิลปวัฒนธรรมมาแต่เดิม และกลายเป็นจุดปะทะกันทางอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น จึงทำให้เบอร์ลินเติบโตกลายเป็นเมืองแห่งศิลปะสมัยใหม่ ศิลปะแนวล้ำยุค และ Night life แบบหลุดโลก
  • ผมเองไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืนในเบอร์ลิน แต่เพื่อนชาวต่างชาติหลาย ๆ คนที่ผมรู้จักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคือที่สุดของความบ้า ท่านใดอยากลองก็ลองได้ฮะ แชร์ให้ฟังด้วยนะครับ 😄
  • ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นเบอร์ลิน เมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่อื่น

ทิปเล็กทิปน้อย

  • สำหรับ Pass ในเบอร์ลินนี่จะมี 2 แบบ คือ Berlin WelcomeCard กับ WelcomeCard All Inclusive ถ้าเป็น WelcomeCard ธรรมดาก็จะครอบคลุม public transport แต่ไม่ครอบคลุมพวกค่าเข้าสถานที่ (แต่จะให้เป็นส่วนลดมาให้เรา) ส่วนถ้าเป็น All Inclusive ก็จะเข้าสถานที่ฟรีได้เลย สามารถซื้อได้จากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติที่สถานีรถไฟได้เลย
  • มีความซับซ้อนเล็ก ๆ ตรงมันจะมี WelcomeCard + Museum Island อันนี้คือเข้าพิพิธภัณฑ์ใน Museum Island ได้ฟรีครับ แต่ก็จะเป็นแบบ 72 ชม. เท่านั้น ผมเลือกซื้ออันนี้ครับ ราคา 45 ยูโร ถ้าซื้ออันนี้แล้วเวลาไปพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ต้องต่อคิวนะครับ เดินเข้าได้เลย
  • สถานี Tram อาจไม่ต้องอยู่ติดทางเท้า อันนี้สร้างความงงพอสมควร เคยหาอยู่นานมากว่าต้องขึ้นตรงไหน สรุปเดินไปขึ้นกลางถนนเลยซะงั้น ขาลงก็เหมือนกันครับ และตำแหน่งของสถานีอาจมีความคลาดเคลื่อนไปจาก Google
  • ร้านอาหารเล็ก ๆ จะรับแค่เงินสดเท่านั้น ไม่รับบัตร แต่ในเมืองก็มี ATM เยอะอยู่แหละครับ อันนี้ตรงข้ามกับสต็อกโฮล์มเลย อันนั้นรับแต่บัตรไม่รับเงินสด

.

รีวิวที่พัก

ทริปนี้ผมพักที่ Generator Hostel Berlin Mitte  คือก็เหมือนโฮสเทลอื่น ๆ ในเชนนี้น่ะครับ ทำเลดีใกล้รถไฟฟ้ามาก ห้องพักโอเค อาหารเช้าแนวขนมปัง-แฮม ราคาเป็นมิตร ข้อเสียคือห้องน้ำท่อใกล้ตันแล้ว, คีย์การ์ดใช้ขึ้นลิฟท์ไม่ค่อยได้, และตู้ฝากกระเป๋าเป็นระบบหยอดเหรียญ (ไม่ได้รับฝากฟรี)

.

28 ก.ย. 61: Topography of Terror, Checkpoint Charlie, Jewish Museum

ผมมาถึงตั้งแต่ 27 ก.ย. ครับ ลงเครื่องที่ Tegel airport จากนั้นก็ต่อรถบัสเข้าเมือง จริง ๆ นับว่าทุลักทุเลพอสมควรเพราะรถบัสแออัดมาก เห็นว่าจริง ๆ แล้วมีรถไฟให้บริการเหมือนกันครับแต่ไม่ได้ใช้ วันแรกก็เข้าโรงแรมกินข้าวพักผ่อนครับ

ส่วนวันที่ 28 ก.ย. ก็เริ่มจากไปดูอาคารรัฐสภา แต่เพิ่งรู้ว่าต้องจองล่วงหน้า แถมบริเวณรอบ ๆ Brandenburg Gate ทั้งหมดก็ปิดอีก ก็เลยจองคิวไว้วันรุ่งขึ้นแล้วก็ไปเที่ยวที่อื่น ผมมารู้ทีหลังว่าจริง ๆ วันนั้นเขามีงานจัดแสดงไฟโปรเจคเตอร์บนประตู Brandenburg Gate พลาดมาก ๆ ที่ไม่ได้ไปดู

Berlin Hauptbahnhof หรือก็คือ central station ของเบอร์ลินครับ

อาคารรัฐสภา จองคิวไว้แล้วเดี๋ยววันรุ่งขึ้นมาใหม่

ถนนบริเวณทางเดินจาก Berlin Hauptbahnhof ไปยังจัตุรัส Potsdamer Platz สวยดีครับ

Potsdamer Platz บริเวณนี้เคยเป็นเขตแดนมรณะที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก ปัจจุบันกลายเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ

หอนาฬิกา Potsdamer Platz ที่สร้างเลียนแบบของจริง เป็นไฟจราจรแห่งแรกของยุโรปภาคพื้น ตอนใช้งานแรก ๆ ต้องใช้คนคอยเปลี่ยนไฟจราจรอยู่ด้านบน

เบอร์ลินจะมีท่อแบบนี้เยอะเลยครับ สมัยรวมเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน มีความต้องการใช้น้ำอย่างมากในฝั่งตะวันออก จึงสร้างท่อแบบเร็ว ๆ ส่งผ่านบนพื้นแบบนี้เอาไว้ใช้

ตึกแถว Potsdamer Platz ครับ ของใครไม่รู้แต่ผมว่าสวยดี

.

Topography of Terror

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เข้าฟรีครับ เน้นจัดแสดงถึงการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์และทำไมนาซีถึงได้สามารถพาเยอรมันไปถึงจุดที่ก่อสงครามได้ นาซีมีวิธีปราบปรามผู้เห็นต่างและการโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนอย่างไรบ้าง ก็เป็นหนึ่งในความพยายามของประเทศเยอรมันในการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเองในอดีตครับ

ภายนอกอาคาร มีความอึมครึมชวนกดดันเล็ก ๆ

ใกล้ ๆ กันก็เป็นกำแพงเบอร์ลินซึ่งมีนิทรรศการชั่วคราวอยู่ อันนี้เป็นเรื่องการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์

กำแพงเบอร์ลินครับ

ภายใน Topography of Terror สวยดีครับ แต่อ่านเนื้อหาดูก็โหดร้ายเหมือนกัน

สวยดีครับมุมนี้

อันนี้ห้องประชุม สวยดีครับเลยถ่ายมา

.

THE WALL at Checkpoint Charlie

อันนี้เป็นการจัดแสดงภาพพาโนราม่า ที่จำลองให้เราเห็นว่าถ้ากำแพงเบอร์ลินยังอยู่ เราจะมองเห็นเป็นอย่างไร เป็นภาพใหญ่ ๆ 180 องศา เราก็ขึ้นไปยืนบนแท่นแล้วอ่านตามแผนพับว่าแต่ละตึกคืออะไร ก็จะมีเสียงบรรยายไปด้วย แสงก็จะเปลี่ยนไปกลางวันกลางคืน

จากภายนอกอาคาร

ส่วนตัวผมชอบนะครับ สมัยมีกำแพงอยู่นี่หดหู่น่าดู

.

Checkpoint Charlie

จุดตรวจชาร์ลีเป็นจุดผ่านแดนระหว่างเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก เป็นจุดที่ชาวเยอรมันตะวันออกใช้หลบหนีเข้ามาทางวฝั่งตะวันตกหลายครั้ง และเป็นจุดที่เคยเกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตหลายครั้ง

สองฝั่งขนรถถังมาขู่กัน สมัย 1961 ภาพจาก Wikipedia

ปัจจุบันเป็นสภานที่ท่องเที่ยว คนนี้ก็รับบทเป็นทหารโซเวียต

นักแสดงรับบทเป็นทหารฝั่งอเมริกา เราไปถ่ายรูปกับเขาได้ แต่เหมือนจะเสียเงิน

ป้ายนี้คลาสสิคมาก ๆ ครับ You are leaving the American sector

.

Wall Museum at Checkpoint Charlie

จุดนี้เดิมเคยเป็นศูนย์กลางของการช่วยให้ผู้หลบหนีสามารถข้ามแดนได้สำเร็จ พอกำแพงพังลงเลยเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เน้นแสดงเรื่องราวของผู้หลบหนี

บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์

ที่เห็นแถว ๆ ล้อคือจำลองเด็กที่แอบหลบอยู่ในเครื่องยนต์ที่ข้ามแดนครับ

คนนี้ข้ามแดนโดยการพายเรือไปทางเดนมาร์ก

เด็กน้อยตัวเล็ก ๆ หลบในกระเป๋าแล้วแม่ก็หิ้วข้าม

เลียนแบบเศษชิ้นส่วนของกำแพงเบอร์ลิน คอนกรีตธรรมดาพอมี story ขึ้นมานี่ก็กลายเป็นมีมูลค่าเลย

.

Game Science Center Berlin

จริง ๆ อันนี้ไม่ได้อยู่ในแผน พอดีเห็นในแผนที่เลยแวะไปครับ เป็นแนว ๆ นิทรรศการที่แสดงการควบคุมเกมด้วยอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไปอย่างคีย์บอร์ด เมาส์ แต่ใช้อุปกรณ์อย่างอื่น เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย, บอร์ดเกม, เครื่องเล่นแผ่นเสียง, ฯลฯ จริง ๆ มีอะไรแปลก ๆ น่าสนใจเยอะอยู่ครับ

บรรยากาศภายในนิทรรศการ ก็จะเป็นเกมหลาย ๆ เกมให้เราได้ลองเล่นด้วยวิธีต่าง ๆ

.

Jewish Museum Berlin

ผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมนะครับ แต่ผมว่าอาคารใหม่ (สีเงิน) ของตึกนี้เป็นอาคารที่ออกแบบได้ดีมาก คือมันไม่ใช่แค่สวย แต่ตัวอาคารเองมันนำเสนอบางอย่างให้ผู้เข้าชมโดยไม่ต้องมีนิทรรศการอะไรด้วยซ้ำ พอมีนิทรรศการด้วยเลยยิ่งเจ๋งเลย

คือพอเราเข้าไปมันจะมีความอึมครึมและกดดัน ทางเดินที่ออกแบบมาก็คดเคี้ยว ไม่รู้ว่าที่เดินอยู่มันถูกทางไหม ยิ่งเดินยิ่งมืดยิ่งแคบ และยิ่งอึมครึม สิ่งเหล่านี้สะท้อนความรู้สึกของชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ

มีสองอาคารครับ เราต้องเข้าทางอาคารเก่าเท่านั้น

ฝั่งตรงข้ามเป็นสถาบันอะไรซักอย่าง แต่ก็สวยเหมือนกัน

เมื่อเราเข้าไปในอาคารใหม่ จะมีอยู่ 3 แกน แต่ละแกนก็จะเล่าเรื่องราวคนละแบบ

ที่ปลายสุดของแกนหนึ่งเราจะพบกับ Holocaust Tower เป็นหอมืดสูงโปร่งไม่มีอะไรเลย สะท้อนความรู้สึกของชาวยิวที่รอความตาย

ภายใน Holocaust Tower อันนี้เร่ง ISO สูงสุดเท่าที่กล้องจะเร่งได้แล้วครับ

อีกห้องหนึ่งที่ผมชอบก็คือนิทรรศการ Fallen leaves เป็นหน้าเหล็กไม่ซ้ำกันกว่า 10,000 หน้า เวลาเราเดินก็จะมีเสียงเหล็กกระทบกันเหมือนหน้าเหล่านี้กำลังร้องเจ็บปวดอยู่

เป็นงานออกแบบที่เจ๋งดีครับ

ส่วนด้านบนเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม อันนี้ผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่

บรรยากาศในนิทรรศการ

ช่องหน้าต่างตามอาคารก็เหมือนรอยแผลที่ถูกกรีดทรมานของชาวยิว คือทุกอย่างมันมีความหมายดีครับอาคารนี้

.

29 ก.ย. 61: รัฐสภา, Museum island, DDR museum

วันนี้ผมก็เริ่มจากไปที่รัฐสภาที่จองไว้ จากนั้นก็ไป Museum island ซึ่งจะมีพิพิธภัณฑ์หลาย ๆ แห่งอยู่ในนั้น ผมเลือกเข้า Pergamon Museum, Bode Museum, และ Berlin Cathedral ใกล้ ๆ กันก็จะมี DDR museum ครับ

อาคารรัฐสภา (Reichstag)

ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือโดมครับ เราสามารถจองขึ้นโดมทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ ปัญหาคือเขาเปิดให้ของออนไลน์ไม่เยอะ แม้ว่าจะเต็มแล้วเวลาเราจองออนไลน์แต่ถ้าเราไปจองออฟไลน์ที่ข้างหน้า (เหมือนที่ผมทำวันที่ 28) ก็จะยังมีที่ว่างอยู่ ตอนแรกผมนึกว่าจะได้ไปไกด์ทัวร์ดูส่วนอื่น ๆ ด้วย แต่สรุปว่าได้ขึ้นแต่โดม

เป็นโดมแก้วสวยดีครับ

ชมวิวเบอร์ลินจากบนโดม มีร้านอาหารด้วยนะครับถ้าอยากนั่งกินชมวิวเมือง

ทางเดินเป็นบันไดวนคู่

ตรงกลางก็เป็นนิทรรศการซักอย่าง แต่ผมไม่ได้ดู

อาคารรัฐสภา มองจากภายนอก

อีกมุมหนึ่ง

.

Pergamon Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นจัดแสดงสิ่งของจากอารยธรรมโบราณพวกบาบีลอนอะไรแนว ๆ นั้น ข้างในมีของใหญ่ ๆ เยอะดีครับ เสียดายมีบางส่วนปิดปรับปรุง

Altes Museum หรือ The Old museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะใกล้ ๆ กัน ไม่ได้เข้าไปเหมือนกันครับ

ไฮไลท์อย่างหนึ่งของ Pergamon museum ก็คือ Ishtar Gate นี้ครับ เป็นประตูโบราณของบาบีลอน

ส่วนอันนี้ Market Gate of Miletus ของโรมัน

เพิ่งเคยเห็น Artist in residence ของจริงครับ ก็คือเป็นศิลปินเข้ามาสร้างงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์

Altes Museum อีกด้านหนึ่ง

.

Berlin Cathedral

เป็นโบสถ์หลักประจำเมืองครับ ข้างในก็ยิ่งใหญ่สวยงามอลังการ มีพิพิธภัณฑ์และสามารถขึ้นไปยอดโดมได้ (ไม่ได้ขึ้นเหมือนกันครับ)

บริเวณประตูทางเข้า

บริเวณประตูทางเข้าเช่นกัน

ภายในอาสนวิหารครับ สวยงามมาก

ภายในอาสนวิหารอีกมุมหนึ่ง

แท่นบูชา

เพดานก็สวยดีครับ

Berlin Cathedral มองจากภายนอก มองไปเห็น TV tower ที่ Alexanderplatz ส่วนโดมทางซ้ายคือปิดซ่อมแซม

แวะกินขาหมูเยอรมันหน่อยครับ ภาษาเยอรมันเรียก Schweizerhaus หรือ Schweine Haxes ส่วนตัวผมว่ากินยากไป และไม่ได้อร่อยมาก

.

DDR Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าถึงชีวิตในเยอรมนีตะวันออก (German Democratic Republic – GDR, DDR ในภาษาเยอรมัน) อันนี้ผมก็ชอบนะครับ ก็จัดแสดงพวกสิ่งของเครื่องใช้ การชวนเชื่อของรัฐบาล อาชีพ ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ

ห้องแรกเป็นโซน Lifestyle ครับ GDR ผลิตสิ่งของเครื่องใช้เองทั้งหมด รวมถึงรถจักรยานยนต์และรถยนต์

สิ่งของจากฝั่งตะวันตกกลายเป็นของหายากที่ต้องแอบขายกัน แต่คนก็ยังนิยมมาก

รถยนต์ของ GDR เข้าคิวนานมากกว่าจะมีสิทธิ์ซื้อได้

แสดงการดักฟังของตำรวจ

บ้านชาวเยอรมันตะวันออก

.

Bode museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นจัดแสดงงานประติมากรรมจากยุคต่าง ๆ

รูปปั้นของ Great Elector Friedrich ตั้งงอยู่หน้าทางเข้าเลย แต่ผมไม่ทราบว่าเขาสำคัญอย่างไรนะครับ

เป็นประติมากรรมจากยุคต่าง ๆ

Diana as Huntress โดย Bernardino Cametti, Rome, 1717-1720,

ไม่รู้งานชื่ออะไรครับ แต่สวยดี

The Rape of Proserpine โดย Adriaen de Vries, 1621

รูปปั้น 2 อันนี้เจ๋งดีครับ ลืมจดมาว่าชื่ออะไร

งานแกะสลักไม้ทางคริสตศาสนา

อันนี้เจอระหว่างทางกลับบ้านครับ เพิ่งเคยเห็น Synagogue หรือธรรมศาลา เป็นศาสนสถานของศาสนายูดาห์

.

29 ก.ย. 61: พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีเยอรมัน

เยอรมนีเป็นประเทศหนึ่งได้ชื่อว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางวิศวกรรม ก็เลยอยากมาเยือนเขาหน่อยครับ ส่วนตัวชอบนะครับ มีเทคโนโลยีสมัยก่อนให้ได้ดูเยอะเลย ตัวอาคารจะแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ หลายโซน ซึ่งใหญ่พอสมควร เลยหมดไปทั้งวันเลยกับการดูที่นี่

อาคารโดดเด่นด้วยเครื่องบินอยู่ชั้นดาดฟ้า

แสดงเทคโนโลยีการเย็บปักถักร้อย

สมัยคนเพิ่งเริ่มมีวิทยุใหม่ ๆ ยังมักเป็นการ DIY ทำวิทยุใช้เองมากกว่า

การส่งสัญญาณวิทยุ

การแพร่ภาพรายการโทรทัศน์

คอมพิวเตอร์สมัยยุคแรก ๆ

เทคโนโลยีการทำกระดาษ

มีแสดงการทำกระดาษแบบดั้งเดิมให้ดูด้วย

เทคโนโลยีการผลิต Jewellery

ไฮไลท์อย่างหนึ่งก็คือการจัดแสดงรถไฟยุคต่าง ๆ รถไฟเยอะมาก ๆ ครับ

หลาย ๆ คันคล้าย ๆ ของบ้านเราเลย ที่ต่างคือของเรายังวิ่งอยู่ ของเขาเอาเข้าพิพิธภัณฑ์แล้ว

โซนเรื่องเทคโนโลยีการเดินเรือ

โซนเรื่องเทคโนโลยีอากาศยานและอวกาศ

.

1 ต.ค. 61: Brandenburg Gate, Memorial to the Murdered Jews of Europe, East Side Gallery, Karl-Marx-Allee

เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมา Brandenburg Gate นี่ไปกี่ทีก็ปิดตลอด จึงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ซักที จะไม่ไปก็เหมือนไปยังไม่ถึงเบอร์ลิน วันนี้เลยกลับไปครับ

ในแง่ความสวยงามอลังการอาจไม่มีอะไรมาก แต่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของการรวมประเทศเป็นหนึ่งอีกครั้งของเยอรมนีตะวันตกและตะวันออก

ม้าศึก 4 ตัวและเทพีวิคตอเรีย เทพีแห่งชัยชนะ

.

Memorial to the Murdered Jews of Europe

อีกชื่อหนึ่งก็คือ Holocaust Memorial เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเสาปูนแท่งวางอยู่บนทางเดินที่ไม่ราบเรียบ เดินไปก็อาจชนคนที่เดินผ่านมาต้องคอยระวัง เวลาเราเดินในนั้นก็จะมีความอึดอัดอึมครึมบางอย่างครับ ซึ่งเป็นความพยายามสะท้อนความรู้สึกของชาวยิวในเวลานั้น

เป็นสถานที่ที่สวยสงบ แต่ในขณะเดียวกันก็ชวนหดหู่ครับ

มองจากภายนอก

ในบางมุมก็เหมือนหลุมฝังศพ

.

East Side Gallery

หลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน พื้นที่กำแพงบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ให้ศิลปินมาแสดงออกทางศิลปะครับ

สะพาน Oberbaum Bridge ติดกับ East Side Gallery จริง ๆ เป็นแลนด์มาร์กอย่างหนึ่งของเบอร์ลินครับ เสียดายมารู้ทีหลังเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่

มาถึงแล้วครับ East Side Gallery

ก็เป็นรูปวาดกราฟิติแบบนี้ยาวไปเรื่อย ๆ กว่า 1.3 กม.ครับ

งานหลาย ๆ ชิ้นก็น่าสนใจดี

เข้าใจว่าเกี่ยวกับผู้หลบหนีจากเยอรมันตะวันออก ทั้งรอดและไม่รอด

.

Alexanderplatz

ต่อรถไฟฟ้ามาที่ Alexanderplatz ครับ เป็นจัตุรัสสำคัญของเบอร์ลิน เป็นที่ตั้งของร้านค้ามากมาย และหอ TV tower

เบอร์ลินเป็นเมืองแห่งศิลปะสมัยใหม่ มีงานแสดงทางศิลปวัฒนธรรมเยอะมาก ภาพนี้คือถ่ายมาจากใต้สะพานแห่งหนึ่ง

Alexanderplatz และ TV tower ครับ

ร้านขายของบริเวณนั้น

.

Karl-Marx-Allee

ไม่ไกลจาก Alexanderplatz ก็จะเป็นถนน Karl-Marx-Allee เป็นถนนแบบโซเวียต เอาไว้เดินสวนสนามน่ะครับ พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมาเยอะเท่าไหร่ ก็เป็นถนนที่สองข้างทางเป็นตึกแบบโซเวียต น่าสนใจดีครับ

อันนี้เป็นสถานีที่จะไป Strausberger Platz เก็บบรรยากาศสถานีรถไฟฟ้าในเยอรมันมาให้ดูครับ

.

Computer Game Museum (Computerspiele Museum)

บังเอิญเจอครับอันนี้บนถนน Karl-Marx-Allee นี่แหละ เป็นพิพิธภัณฑ์เกมในยุคต่าง ๆ ก็มีเกมสมัยโบราณให้เล่นอะไรแบบนั้นครับ

ภายนอกของพิพิธภัณฑ์

มีเครื่องเกมยุคต่าง ๆ จัดแสดง ตั้งแต่เกมสมัยแรก ๆ อย่าง Pong เลยทีเดียว

วัฒนธรรมอาเขตสมัยก่อน เหมือนที่เห็นใน Stranger Things

เครื่องเกมจากยุคต่าง ๆ

อันนี้น่าสนใจดีครับ Painstation เกมจะตีมือคนแพ้ หรือไม่ก็ทำให้รู้สึกร้อน

.

สนใจเรื่องเบอร์ลินเพิ่มเติม

จริง ๆ มีหนังหลายเรื่องที่เล่าเกี่ยวกับเยอรมันในยุคสงครามเย็นครับ ที่ผมเคยดูก็มี

  • Good Bye, Lenin! (2003): เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเยอรมันตะวันออกที่แม่ศรัทธาในสังคมนิยม แต่มีเหตุให้ป่วยเป็นโคม่าก่อนการรวมประเทศไม่กี่เดือน เมื่อตื่นมาลูก ๆ เลยต้องพยายามทำให้ทุกอย่างดูเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้แม่ตกใจจนป่วยอีก
  • Atomic Blond (2017): เรื่องของสปายฝ่านสัมพันธมิตรที่ต้องพยายามสืบหารายชื่อของสายลับสองหน้าที่หายไป โดยมีฉากหลังคือเบอร์ลินช่วงก่อนการร่วมประเทศ

เรื่องอื่น ๆ ลองดูได้ที่ The Culture Trip ครับ

.

ก็จบแล้วครับสำหรับทริปเบอร์ลินนี้ ส่วนตัวค่อนข้างชอบนะครับ คือไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเหมือนไหนที่รู้สึกว่ามีบาดแผลจากอดีตเลือดไหลซิบ ๆ แบบเมืองนี้ เมืองมีพัฒนาการกลายมาเป็นเมืองแห่งอิสรภาพทางความคิดที่แสดงออกมาในทางศิลปวัฒนธรรมภายในเมือง เสียดายไม่มีโอกาสได้สัมผัส night life อันเลื่องชื่อของที่นี่ ไว้โอกาสหน้าครับ

ทริปเบอร์ลินนี้เป็นทริปสุดท้ายแล้วของการท่องเที่ยวหลังเรียนจบปริญญาโทในสวีเดนของผม ไม่รู้ทริปหน้าคือเมื่อไหร่และที่ไหนเหมือนกันครับ ไว้มีโอกาสพบกันใหม่ครับ 🙂

You Might Also Like

No Comments

Leave a Reply