Travel

เที่ยวออสโล (Oslo), รถไฟสายโรแมนติก Flåmsbana, และเบอร์เกน (Bergen)

2 September 2018

ทริปนี้เป็นหนึ่งในซีรีย์ 17 วันเที่ยวยุโรป 5 ประเทศ เป็นการเดินทางหลังเรียนจบ Health Informatics จากสวีเดนของผมเองครับ โดยทริปนี้เป็นทริปต่อจากโคเปนเฮเกน ผมเดินทางมาถึงออสโลค่ำวันที่ 20 ส.ค. 61 และอยู่ถึงวันที่ 24 ส.ค. จึงเดินทางกลับสต็อกโฮล์มครับ

ความคิดเห็นต่อทริปนี้โดยรวม

  • นอร์เวย์เป็นประเทศที่เดิมยากจนกว่าสวีเดนหรือเดนมาร์ก (แต่ก็ไม่ได้จนนะครับ) แต่ค้นพบแหล่งน้ำมันในช่วง 70s เลยกลายเป็นรวยที่สุดขึ้นมา (คล้าย ๆ จนสุดในหมู่บ้าน แต่อยู่ดี ๆ ถูกหวย) เมืองอย่างออสโลหรือเบอร์เกนก็แสดงภูมิหลังแบบนี้ออกมา คือเมืองไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาอลังการจากยุคก่อน แต่มี infrastructure เช่น พวกรถไฟฟ้า รถเมล์ ที่ค่อนข้างใหม่ เมืองอย่างเบอร์เกนประชากรแค่สามแสนแต่มีรถไฟฟ้าวิ่งเข้าสนามบิน และตึกใหม่ ๆ เต็มเมือง
  • แม้ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา แต่ผมก็ชอบออสโลนะ ชอบในความเงียบ ชอบ Frogner park ที่แปลกดี และชอบพิพิธภัณฑ์เรือทั้ง Fram และ Kon-Tiki
  • แต่ไฮไลท์โคตร ๆ ของนอร์เวย์คือธรรมชาติครับ เส้นทางรถไฟจากออสโลไป Myrdal นี่คือสวยมาก ส่วน Flåmsbana ในตำนานนี่ก็สวยแหละ แต่สั้นไปนิดกับอุโมงค์เยอะไปหน่อย จาก Gudvangen มาจนถึง Bergen ก็สวยมากเช่นกัน
  • เป็นการล่องเรือในฟยอร์ดครั้งแรก ส่วนตัวประทับใจมากนะครับ ตอนเริ่ม ๆ นี่งงว่าต่างจากทะเลไทยตรงไหน พอเข้าไปลึก ๆ เท่านั้นแหละ เหมือนหิมาลัยที่มีน้ำท่วม แนะนำเลยครับ
  • ส่วนเบอร์เกนนี่ ฝนตกทั้งวัน เลยไม่ค่อยได้ไปไหน ไปก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ จุดชมวิวขาวโพลนงี้ 😆 ไว้โอกาสหน้ามาใหม่ครับ
  • ข้อเสียคือแพงมากกก แพงแบบไร้ซึ่งหลักเหตุและผลใด ๆ แล้ว ข้าวผัดจาน 500 ผัดไทยจาน 600 งี้

.

ทิปเล็กทิปน้อย

  • ถ้ามาเที่ยวสั้น ๆ และอยากเน้นเก็บสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ แนะนำอย่างยิ่งให้ซื้อ Oslo Pass นะครับ ครอบคลุมการเดินทางทั้งหมด และสถานที่สำคัญ ๆ อยู่ครบ (แต่ไม่ครอบคลุมการเดินทางไปกลับสนามบินนะครับ)
  • ที่เบอร์เกนจริง ๆ ก็มี Bergen Card ผมเองไม่ได้ซื้อครับ แต่มาคิดย้อนหลังแล้วรู้สึกว่าน่าจะซื้อ เพราะหมดไปเกิน ค่าการ์ด 24 ชม. ราคา 260 NOK แค่ค่าตั๋วเดินทาง 24 ชม. ก็ 95 NOK แล้วครับ
  • ที่เบอร์เกน ณ วันที่ผมไป Google Maps ยังไม่มีข้อมูล public transport นะครับ ดังนั้นเราต้องหาข้อมูลจากแอพชื่อ Skyss Reise
  • จุดฝากกระเป๋าที่ Central Station ของเบอร์เกนมีความแออัด ตอนผมไปเหลือแต่กล่องเล็ก กระเป๋าผม (24 นิ้ว) ยัดเข้าไปได้แบบพอดีมาก เกือบไม่เข้า ถ้าใครกระเป๋าใหญ่ ๆ อาจต้องมีแผนสำรอง
  • การเดินทางไป Flåmsbana ผมซื้อเป็นแพ็คเกจของ Norway in a Nutshell จริง ๆ เราสามารถซื้อแยกแต่ละการเดินทางได้ไม่ต้องผ่านเขา แต่ตอนผมจะซื้อตั๋วรถไฟจากออสโลไป Flåm เต็มหมดแล้ว ก็เลยต้องซื้อผ่านเขา ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างเหนื่อย ออกจากออสโล 6 โมงเช้า ไปถึงเบอร์เกน 3 ทุ่ม ถ้าเราซื้อเอง custom เอง หรือแวะพักที่ Flåm ซักคืนอาจจะชิลขึ้น ปัญหาอีกอย่างคือค่อนข้างแพง ผมหมดไป 2,080 NOK (ราว 8,700 บาท) ซื้อแยกเองไม่น่าแพงขนาดนี้

.

รีวิวที่พัก

ที่ออสโลผมพักที่ Anker Apartment ทั้งแบบโฮสเทล (คืนละ 900 บาท) ​และแบบห้องเดี่ยว (คืนละ 3,200 บาท) เรื่องทำเลไม่ได้ดีมากแต่ก็ไม่ได้แย่ครับ นั่งมาจาก Central station ประมาณ 30 นาที โรงแรมอยู่ใกล้กับสถานีรถราง ชั้นแรกของโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อ Joker ที่เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน ก็สะดวกดีเวลาต้องการอะไร ห้องพักแบบโฮสเทล ผมพักแบบ 36 เตียง (เยอะมาก!) แต่ก็โอเคนะครับ มีปลั๊กไฟใกล้ ๆ ห้องน้ำเยอะ เพียงพอกับการใช้งาน มีห้องอาหารกลางใหญ่มากให้ใช้ ข้อเสียคือล็อบบี้ด้านล่างหาปลั๊กไฟยาก กับเน็ตใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง ข้อเสียอีกอย่างคือราคานี้ไม่ได้รวมผ้าปูที่นอนกับผ้าเช็ดตัว ดังนั้นต้องเช่าเพิ่มอีก ส่วนห้องพักแบบเดี่ยวก็โอเคตามมาตรฐานครับ

ที่เบอร์เกนผมพักที่ Scandic Flesland Airport เพราะเป็นห้องพักเดี่ยวที่ถูกที่สุดที่หาได้แล้ว ณ​ เวลานั้น ราคาคืนละ 4,700 บาท นั่งรถรางออกไปจากตัวเมืองเป็นเวลา 1 ชม.กว่าจะถึงสนามบิน และเดินอีกราว 10 นาทีครับ แถมวันนั้นฝนตกด้วย ทุลักทุเลพอควร แต่อย่างไรก็ดี คุณภาพก็สมแบรนด์ Scandic ครับ ห้องดีมาก อาหารเช้าก็ดีมาก ๆ

.

21 ส.ค. 61: สวน Frogner / หอศิลป์แห่งชาติ / ศาลากลาง / ศูนย์โนเบล / ป้อม Akershus

สวน Frogner Park

Fronger park เป็นส่วนสาธารณะสำคัญของออสโล มีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหลาย ๆ อย่างอยู่ภายในบริเวณ แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ สวนหินวิกเกอร์แลนด์ (Vigeland Sculpture Park) เป็นสวนหินที่มีประติมากรรมกว่า 800 ชิ้น ซึ่งสร้างโดยกุสตาฟ วิกเกอร์แลนด์​ศิลปินชาวนอร์เวย์ ประติมากรรมเหล่านี้เป็นรูปปั้นมนุษย์เปลือยในอิริรยาบถต่าง ๆ สอดคล้องไปกับธีมของสวนคือ The Circle of Life

สวนนี้เข้าชมได้ฟรี

เสา monolith นี้เป็นศูนย์กลางของสวน เป็นรูปปั้นมนุษย์ก่อตัวกันเป็นเสา

ซูมใกล้ ๆ ที่รูปปั้นบริเวณเสา

.

พระราชวังหลวง (Royal Palace)

พระราชวังหลวงนี้ก็เหมือนพระราชวังของประเทศอื่น ๆ ครับ ปัจจุบันกษัตริย์และราชินีของนอร์เวย์ก็ยังทรงประทันอยู่ที่นี่ พระราชวังนี้เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงฤดูร้อนและควรซื้อบัตรไปล่วงหน้า แต่ช่วงที่ผมไปปิดไม่ให้เข้าแล้ว เลยไม่ได้เข้าครับ ข้าง ๆ พระราชวังยังมีสวน Royal Palace Park อันนี้เปิดตลอด เห็นบอกว่ามีพืชพรรณหายากอยู่ในนั้น แต่ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพืชเลยไม่รู้ว่าอันไหนเป็นพืชหายาก โดยรวมแล้วเลยรู้สึกเหมือนสวนอื่น ๆ ทั่วไป

ค่าเข้าชม 135 NOK ไม่สามารถใช้ Oslo Card ได้ครับ

พระราชวังหลวง มองจากภายนอกครับ

.

หอศิลป์แห่งชาติ (National Gallery)

เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ เก็บรวบรวมงานศิลปะในประเทศและต่างประเทศเช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะอื่น ๆ จริง ๆ จัดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ค่อนข้างเล็กถ้าเทียบกับที่อื่น (เช่น ลูฟวร์) แต่ตอนนี้นอร์เวย์กำลังทำการก่อสร้างหอศิลป์แห่งใหม่ ซึ่งคาดหวังว่าจะใหญ่ที่สุดในประเทศกลุ่มนอร์ดิก เปิดให้บริการปี 2020 ก็เดี๋ยวไว้กลับมากันครับ

ไฮไลท์ของที่นี่ในปัจจุบันก็คืองานของเอ็ดเวิร์ด มุงค์ (Edvard Munch) ศิลปินชาวนอร์เวย์แนว Expressionism ผลงานที่โด่งดังที่สุดน่าจะเป็น The Scream

ค่าเข้าชม 120 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

ภายนอกของ National Gallery

บรรยากาศภายใน

งานแลนด์สเคปที่วาดธารน้ำแข็งแบบนี้น่าจะไม่ได้เห็นบ่อย ๆ ในประเทศอื่น

The Sick Girl โดย Christian Krohg

Albertine to see the Police Surgeon โดย Christian Krohg

อันนี้แหละครับ The Scream โดย Edvard Munch

.

ศาลากลาง (City Hall)

ถือเป็นศาลากลางที่ค่อนข้างใหม่ครับ เพราะเพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 1950 นี้เอง ภายในจึงเต็มไปด้วยศิลปะสมัยใหม่

เข้าชมฟรี ไกด์ทัวร์ก็ฟรี

The Main Hall สวยดีครับ

The Main Hall อีกภาพครับ

อันนี้น่าจะห้องให้ City Council ประชุม ถ้าเหมือนที่สต็อกโฮล์ม ประชาชนน่าจะเข้ามาฟังด้วยได้ (นั่งข้างบน)

.

ศูนย์รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (Nobel Peace Center)

ทุกคนน่าจะรู้จักรางวัลโนเบลกันอยู่แล้ว ปกติการคัดเลือกและมอบรางวัลโนเบลจะทำที่สต็อกโฮล์ม แต่มีรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่จะทำที่ Nobel Peace Center นี้ครับ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคุณโนเบลถึงกำหนดให้เป็นแบบนี้ครับ

ค่าเข้าชม 120 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

ตัวอาคาร

ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพทั้งหมด อันนี้เป็นแท็บเล็ต กดเข้าไปอ่านรายละเอียดได้

ในอาคารยังมีนิทรรศการชั่วคราวอื่น ๆ

.

ป้อม Akershus

เป็นป้อมตั้งแต่สมัยยุคกลางครับ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ป้อมยุคกลางอื่น ๆ (เช่น Suomenlinna ในเฮลซิงกิ)

เข้าชมฟรี แต่ปราสาท (ตอนนี้ปิดซ่อมอยู่) และพิพิธภัณฑ์ในนั้นฟรีบ้างไม่ฟรีบ้าง ใช้ Oslo Card ได้ที่ Resistance Museum

บริเวณใกล้ ๆ ทางเข้าป้อม

วิวชายฝั่งเวลามองจากข้างบนนี่สวยมากครับ

วิวชายฝั่งอีกซักภาพ

ทางเดินภายใต้ธรรมชาติ

วิวชายฝั่งมาอีกแล้ว

มุมหนึ่งของป้อมครับ ผมว่าป้อมไม่ได้มีอะไรมากหรอก แต่มาเดินเล่นชมวิวนี่แหละเด็ด

.

The Norwegian National Opera & Ballet

ก็คือ Opera House แหละครับ เห็นบอกว่าขึ้นไปหลังคาชมวิวเมืองได้ แต่ด้านในนี่ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ซื้อบัตรเข้าได้ไหม ผมแค่เดินผ่านเฉย ๆ ไม่ได้เข้าไปเหมือนกันครับ

ไกด์ทัวร์ราคา 120 NOK (ไม่แน่ใจว่าใช้ Oslo Card ได้ไหม แต่ไม่น่าได้)

.

22 ส.ค. 61: เรือไวกิ้ง / เรือแฟรม / เรือคอนติกิ / พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม

Oslo Cathedral

โบสถ์ประจำเมือง เข้าชมฟรีครับ

มองจากภายนอกครับ

คือสวยระดับนึง แต่ไม่ได้อลังการมาก

.

พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง (The Viking Ship Museum)

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือไวกิ้งที่อยู่ในสภาพดีที่สุดในโลกเท่าที่มีการสำรวจพบมา ตามที่ผมเข้าใจคือตอนที่พบนี่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่เป็นเรือแบบนี้นะครับ แต่เขาไปผ่านกระบวนการทดลองสร้างชิ้นส่วนต่าง ๆ และนำไปทดลองแล่นในน้ำจริง ๆ จนเชื่อได้ว่าเรือในสมัยก่อนน่าจะเป็นอย่างไร จึงทำการบูรณะให้เป็นแบบดังกล่าว ภายในมีเรือทั้งหมด 4 ลำ

ค่าเข้าชม 100 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

ลำแรกที่เราจะพบเมื่อเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ ใหญ่อลังการสุดแล้ว

สมัยก่อนชาวไวกิ้งใช้เรือแบบนี้ล่องไปทั่วโลก ไปไกลถึงทวีปอเมริกา

.

พิพิธภัณฑ์เรือแฟรม (Fram Museum – The Polar Ship Fram)

เรือแฟรมเป็นเรือไม้ที่ใช้เดินทางสำรวจขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้หลาย ๆ ครั้ง หลังปลดระวางจึงนำมาจัดแสดงที่นี่และใช้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสำรวจพื้นที่ดังกล่าว ไฮไลท์หนึ่งก็คือเรื่องราวของ Roald Amundsen ในการพิชิตขั้วโลกใต้เป็นคนแรกของโลกด้วยสุนัขลากเลื่อน

ค่าเข้าชม 120 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

เรือแฟรม

บนหลังคามีฉายวิดีโอจำลองสภาพอากาศต่าง ๆ เหมือนเราได้แล่นเรืออยู่จริง ๆ

บรรยากาศภายในเรือ นี่ห้องครัวทำอาหาร

ผมจำได้ว่านี่คือห้องของ Amundsen เองนะครับ แต่ไม่รู้ถูกไหม

บรรยากาศห้องรับประทานอาหาร มีเอฟเฟคท์เป็นเสียงเปียโนเสียงกะลาสีด้วยครับ

ออกมาข้างนอกมี installation art อันนี้อยู่ เข้าไปข้างในได้ด้วยนะครับ

.

พิพิธภัณฑ์เรือคอนติกิ (The Kon-Tiki Museum)

เรือคอนติกิก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวการสำรวจที่น่าสนใจครับ Thor Heyerdahl มีทฤษฎีของเขาว่าชาว Polynesian นั้นดั้งเดิมแล้วมาจากพื้นที่บริเวณเปรู แต่ไม่มีใครเชื่อเขา เขาจึงสร้างเรือที่ค่อนข้างโบราณแบบนี้ขึ้นมา และลองแล่นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกดูจริง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นไปได้

ค่าเข้าชม 120 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

ออกแนวแพมากกว่าเรือครับ

เป็นเรือที่มีลูกเรือหลายเชื้อชาติ ข้างในพิพิธภัณฑ์ยังมีเรื่องราวการสำรวจอื่น ๆ ของ Thor Heyerdahl ด้วยครับ

.

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม (Norwegian Museum of Cultural History)

ก็คือ Open air museum เหมือนกับ Skansen ที่สต็อกโฮล์มครับ มีอาคารของชาวนอร์เวย์กว่า 155 หลังอยู่ในบริเวณนี้ แต่ส่วนตัวผมว่า Skansen ทำดีกว่าเยอะ (หรือเพราะตอนนั้นผมไปช่วงฤดูร้อนก็ได้ครับ เลยมีความครึกครื้นมากกว่า)

ค่าเข้าชม 130 NOK เข้าชมฟรีด้วย Oslo Card

โบสถ์ stave church (โบสถ์ไม้ของชาวยุโรปเหนือ) ตั้งแต่ยุค 1200s

หมู่บ้านของชาวนอร์เวย์สมัยก่อน

อันนี้เป็นกระท่อมให้พักเวลาเดินเขา สำหรับคนที่สมัครสมาชิก มีกระท่อมแบบนี้ทั่วประเทศนอร์เวย์

มีคนมาสวมบทบาทต่าง ๆ

น่ารักดีนะครับ หมู่บ้าน

ปั๊มน้ำมันยุคเก่า

ช่างปั้นหม้อ

บ้านเล็ก ๆ แบบนี้อยู่กัน 8 คน เป็นเรื่องปกติของสังคมคนจนในนอร์เวย์สมัยก่อน

.

23 ส.ค. 61: Flåmsbana / ล่องฟยอร์ด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าผมซื้อทัวร์กับทาง Norway in a nutshell จริง ๆ มันก็คือการขายตั๋วเป็นแพ็ค จากนั้นเราก็เดินทางของเราเอง เอาตั๋วไปขึ้นรถไฟขึ้นเรืออะไรของเราไปเอง ซึ่ง Norway in a nutshell นี้ประกอบไปด้วย

  1. รถไฟจากออสโลไปยัง Myrdal ผมว่าเป็นทางรถไฟที่สวยมากทางหนึ่ง
  2. รถไฟสายโรแมนติก Flåmsbana หรือก็คือรถไฟจาก Myrdal ไปยัง Flåm
  3. ล่องเรือชม Aurlandsfjord  และ Nærøyfjord ไปยัง Gudvangen
  4. รถบัสจาก Gudvangen ไปยัง Voss ซึ่งมันจะผ่านถนน Stalheimskleiva ซึ่งเป็นถนนที่ชันที่สุดในยุโรปเหนือ
  5. รถไฟจาก Voss ไปยังเบอร์เกน ซึ่งอันนี้ก็เป็นทางรถไฟที่สวยมากอีกทางหนึ่ง

ทั้งหมดนี้หมดในวันเดียว ดังนั้นเราจะออกจากออสโลเวลา 6:25 และไปถึงเบอร์เกนราว 21:00 ซึ่งโดยรวมแล้วก็เป็นวันที่เหนื่อยพอสมควรเหมือนกันครับ หรือถ้าใครอยากแวะค้างที่เมืองใดระหว่างทางก็สามารถเลือกได้ ก็ค้างแล้วไปขึ้นการเดินทางต่อไปในเวลาเดียวกันของวันถัดไป

สำหรับผมเอง Flåmsbana นี่ผมว่าก็สวยดีครับ แต่มันราว 1 ชม. ก็ไม่ได้ยาวมาก และระหว่างทางก็เต็มไปด้วยอุโมงค์ และความสวยก็มาแบบสลับซ้ายสลับขวา เลยเหมือนเราได้เสพความงามแค่ด้านที่เรานั่ง จบการเดินทางเลยเป็นไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่

ใน Flåmsbana เองระหว่างทางจะมีแวะให้เราไปชมน้ำตก Kjosfossen ด้วยครับ มีเปิดเพลงและมีคนมาเต้นประกอบเพลงข้างน้ำตก (ไม่รู้ฤดูอื่นจะยังมีอยู่ไหม)

.

อันนี้คือวิวข้างทางระหว่างออสโลกับ Myrdal สวยดีครับ

วิวข้างทางระหว่างออสโลกับ Myrdal เช่นเคย

วิวข้างทางระหว่างออสโลกับ Myrdal เช่นเคย

วิวข้างทางระหว่างออสโลกับ Myrdal เช่นเคย

ถึงสถานี Myrdal ครับ รอขึ้น Flåmsbana

อันนี้แหละครับ Flåmsbana คือก็สวยดีแหละครับ

น้ำตก Kjosfossen ที่เห็นแดง ๆ คือคนที่มาเต้นที่ผมว่า

Flåmsbana

และแล้วก็มาถึง Flåm ครับ ขึ้นเรือต่อไป Gudvangen

อยู่บนเรือ มีนกมากมายบินตาม (เข้าใจว่าคือนกนางนวล แต่ไม่รู้ถูกไหม)

ตามเส้นทางก็จะมีหมู่บ้านประปราย

วิวสวยดีนะครับ

ฟยอร์ดนี่ เป็นภูเขาที่ใหญ่มาก ๆ เลยครับ เหมือนเห็นหิมาลัยที่มีน้ำท่วมครับ

บรรยากาศบนเรือ

ของจริงสวยมาก ๆ ครับ ภาพที่ถ่ายมาไม่สามารถถ่ายทอดความงามได้เพียงพอเลย

.

24 ส.ค. 61: เบอร์เกน

เบอร์เกนเป็นอดีตเมืองหลวงของนอร์เวย์ตั้งแต่สมัยยุคกลางมาจนถึงศตวรรษที่ 19 ก่อนจะย้ายไปยังออสโล ปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของนอร์เวย์ ด้วยประชากรราว 400,000 คน

วันนั้นที่เบอร์เกนเป็นวันที่ฝนตกทั้งวัน หนักบ้างเบาบ้าง อากาศเลยออกมาค่อนข้างหนาวและพื้นมีความแฉะ ผมเลยไม่ค่อยมีอารณ์ไปไหนมากเท่าไหร่ครับ

.

Lille Lungegårdsvannet บึงกลางเมือง

บรรยากาศภายในเมืองเบอร์เกน มีรถรางค่อนข้างทันสมัย

เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านบนเขาแบบนี้แหละครับ ดูน่าอยู่ดีนะครับ

.

ตลาดปลาเบอร์เกน (Fish Market)

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่คนที่มาเบอร์เกนต้องมาเยือน ปกติไม่ค่อยเห็นตลาดขายปลากันกลางแจ้งแบบนี้เท่าไหร่ในยุโรปครับ (ให้บรรยากาศคล้าย ๆ ไทยแลนด์มาก)

.

คนมาเที่ยวกันเยอะเลยครับ

อาหารดูน่ากินดีครับ แม้ราคาไม่ค่อยถูก

น่ากินมาก แต่เห็นงี้คือไม้ละเป็นร้อยบาทไทยนะครับ

ปูไซส์ XL สด ๆ ยังขยับอยู่เลยในนั้น

.

ย่านบรีเก็น (Bryggen)

ย่านนี้เป็นย่านที่เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเบอร์เกนมาตั้งแต่ยุคกลาง แต่ย่านนี้เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่เห็นบ้านไม้สี ๆ อันนี้คือสร้างใหม่ตั้งแต่สมัยนั้น

.

จุดที่ทุกคนที่มาเบอร์เกนต้องมาเยือน

น่ารักดีครับ บ้านไม้โบราณหลากสี

บรรยากาศบริเวณนั้น

บรรยากาศบริเวณนั้น

บรรยากาศบริเวณนั้น

.

ป้อม Bergenhus

เป็นป้อมโบราณและเป็นที่ตั้งของ Håkon’s Hall ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองสมัยที่เบอร์เกนยังเป็นเมืองหลวง ใกล้ ๆ กันยังมีหอคอย Rosenkrantz และใกล้ ๆ กันก็มีพิพิธภัณฑ์ Bergenhus

ส่วนตัวผมว่า Hålon’s Hall นี่ก็สวยดีอยู่ครับ แต่ส่วนอื่น ๆ นอกจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ จริง ๆ ถ้าอ่านอาจจะได้ความรู้ แต่ผมไม่ค่อยได้อ่าน

ค่าเข้าชม 80 NOK เข้าชมฟรีด้วย Bergen Card

Håkon’s Hall สร้างโดยกษัตริย์นอร์เวย์สมัยศตวรรษที่ 13

บรรยากาศภายในป้อม Bergenhus

ทางเดินภายในหอคอย Rosenkrantz

ตัวอย่างห้องภายในหอคอย Rosenkrantz

.

ภูเขา Fløyen

เป็นภูเขาเอาไว้ชมวิวเมืองเบอร์เกนครับ และก็มีร้านอาหาร มีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำบนนั้นแหละครับ การขึ้นไปสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปหรือว่าเดินขึ้นไปก็ได้ ขาลงก็เช่นกัน แต่ถ้าฝนตกขึ้นไปถึงก็จะไม่เห็นอะไรแบบผมนี่แหละครับ 😅

ค่ากระเช้าไป-กลับ 95 NOK ถ้ามี Bergen card ลด 50 % ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. และฟรีในเดือนที่เหลือ

วิวเมืองเบอร์เกนจากบนยอดเขาในวันฝนพรำ

.

หลังจากนั้นผมก็กลับไปยัง Central station และขึ้นรถไฟรอบดึกกลับออสโลครับ ผมซื้อแบบรถนั่งด้วยครับไม่ใช่รถนอน แต่เอาจริง ๆ แล้วจากการนั่งแนวนี้มาหลายรอบ ผมว่าการนั่งรถไฟนั่งไม่ได้เหนื่อยมากไปกว่ารถไฟนอนเท่าไหร่ครับ คือก็หลับ ๆ ตื่น ๆ เหมือนนั่งเครื่องบินแหละ ที่สำคัญคืออย่าไปเลือกที่นั่งที่เป็นโต๊ะ เพราะเราจะเหยียดขาไม่ได้ มันชนคนตรงข้าม แต่ถ้าที่นั่งปกตินี่เหยียดสบายครับ ไปถึงออสโล 6 โมงเช้า พักผ่อนและหาอะไรกินรอ 11 โมงก็นั่งรถไฟกลับสต็อกโฮล์มครับ ก็คงพักที่สต็อกโฮล์มและเคลียร์งานเล็กน้อย ก่อนจะมีทริปถัดไปครับ

ก็จบแล้วสำหรับทริปนอร์เวย์นี้ และเป็นการปิดฉากทริปยุโรปหลังเรียนจบ (ภาคแรก) ไว้พบกันทริปหน้าครับ 🙂

You Might Also Like

No Comments

Leave a Reply