Life

เตรียมสอบ TOEFL ให้ได้ 100 คะแนน // online tool ไหนเวิร์ค-ไม่เวิร์ค

21 December 2015

พอดีช่วงเดือนนี้ผมได้สอบ TOEFL มาครับ โดยใช้เวลาเตรียมตัว 1 เดือน (Full-time) ในระหว่างนั้นผมได้ลอง online tool ต่างๆ มากมาย มีหลายอันที่รู้สึกเวิร์ค หลายอันที่เสียดายเงิน เลยคิดว่าน่าจะแชร์ให้สังคมสักหน่อย

ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่รู้ว่าวิธีการเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกมันต้องทำไง ผมแค่แชร์วิธีที่ผมใช้นะครับ ผิดถูกไม่รู้เหมือนกัน แต่ผลที่ได้คือดังต่อไปนี้ครับ: Reading 27, Listening 26, Speaking 22, Writing 24 จริงๆ มันรวมได้ 99 ไม่ถึง 100 แต่ผมคิดว่ามันเกิดจากอุบัติเหตุในการสอบเล็กน้อยคือ ผมออกไปห้องน้ำตอนก่อนเข้า listening กลับมาจบไปแล้วเรื่องนึง T.T หลังจากนั้นผมก็ไม่สามารถโฟกัสกับการฟังได้เลย เพลีย – -” สติกลับมาตอน Speaking

โอเคครับ อะไรผ่านไปแล้วก็ผ่านไป มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

Background เดิมของผม

คือจริงๆ ผมเคยสอบ TOEFL มาแล้วรอบนึงเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นติวไปสอบด้วยครับ สถาบันดังอยู่ ได้ออกมา 88 ถามว่าการเรียนติวคอร์ส TOEFL เวิร์คไหม ส่วนตัวผมว่าเวิร์คในแง่จะได้เทคนิคการทำข้อสอบ และได้เทคนิคในการฝึก skill ต่างๆ แต่การเรียนอย่างเดียวไม่ทำให้เราสอบได้  (ยกเว้นไม่ได้หวังเยอะระดับ 90+) สุดท้ายภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ต้องใช้จริง จึงจะเกิดเป็นทักษะ

สองปีผ่านไป skill เดิมของผมก่อนจะเตรียมตัวสอบ 1 เดือนอยู่ประมาณนี้ครับ

  • อ่านบทความภาษาอังกฤษทั่วๆ ไปรู้เรื่อง (เช่น ข่าว, blog) ไม่ได้รู้ทุกคำ แต่เดาจากบริบทได้
  • ฟังภาษาอังกฤษทั่วๆ ไป (tutorial, TED talk) รู้เรื่อง แต่ไม่ได้ฟังออกทุกคำเช่นกัน
  • พูดพอได้ สื่อสารกับฝรั่งได้ แต่ฝรั่งมักจะถามว่า พูดว่าอะไรนะ ขออีกรอบซิ
  • เขียนพอได้ แต่ grammar มั่วเอาการ

ผมว่าถ้าไปสอบเลยโดยไม่ฝึกอะไรเลย น่าจะได้แถวๆ 80


Mindset สำคัญคือ TOEFL ไม่ได้ยาก

การสอบ TOEFL คือการวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นก็คือ ส่วนตัวผมเชื่อว่าถ้าในชีวิตประจำวันเราใช้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ฟัง พูด อ่าน เขียน แล้วเราสามารถสื่อสารที่ค่อนข้างทางการได้ เอามาฝึกอีกนิดหน่อย ก็สอบได้คะแนนดีแล้ว

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราทำเพื่อเตรียมสอบ TOEFL ก็เป็นสิ่งที่ใช้ต่อได้ในชีวิตประจำวันของเรา


Step 1: Build vocabulary ก่อนเลย

ความเห็นผมคือ จะฟัง พูด อ่าน เขียน คือต้องใช้ vocab ทั้งนั้นครับ เพราะงั้นอย่างน้อยเราต้องมีศัพท์ใน stock ที่มากพอก่อน

ผมว่าเรื่องศัพท์นี่เป็นกฎ 80:20 (หรืออาจจะอัตราส่วนอื่น) คอนเซ็ปท์มันคือถ้าจะเอาคะแนนแถวๆ 80 ศัพท์มันไม่ยากครับ อาจท่องศัพท์ 500 คำที่พบบ่อยไปมันก็ได้แล้ว (ใช้ความพยายาม 20%) แต่ถ้าจะเอาอีก 20 คะแนนหรือมากกว่านั้น เราต้องใช้พลังเยอะกว่า 80 คะแนนแรกหลายเท่า เพราะมันจะเริ่มเป็นศัพท์ที่เริ่มยากและพบน้อย ท่องไป 10 คำอาจจะเจอในข้อสอบจริงแค่คำเดียว ในขณะที่ศัพท์ง่ายมันท่อง 10 คำก็เจอจริง 8 คำ อะไรแบบนั้น อธิบายได้ด้วยกราฟแบบนี้

vocab-learning-curve

ย้ำอีกทีว่าไม่มีทฤษฎีใดๆ สนับสนุนทั้งสิ้น นี่ความรู้สึกส่วนตัว


Tool ที่ใช้ในการเพิ่ม vocab

ขั้นแรกคือการหา list ของคำศัพท์ที่จะท่องมาก่อน อาจหามาจากอินเตอร์เน็ต หรือซื้อหนังสือรวมศัพท์มาก็ได้ครับ ลองไปเดินดูตาม kinokuniya หรือ B2S จะมีหนังสือพวกนี้อยู่ 500, 1000, 1500, 3000 คำ อะไรก็ว่าไปครับ

ขั้นต่อมาหลังจากได้ list แล้ว ก็นำมาคัดกรองว่ามีศัพท์ไหนที่เรายังไม่รู้ หรือยังไม่ชัวร์ 100% ก็ list ไว้ครับ

คนที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษแบบไม่ใช้ดิคมานานจะเจอปัญหาแบบผมครับ คือคิดว่าตัวเองรู้ศัพท์คำนั้น แต่จริงๆ เราไม่รู้ คือพอเราเดาความหมายจากบริบทบ่อยๆ เราจะเข้าใจไปเองว่าคำนั้นมีความหมายแบบนึง ซึ่งพอมาเปิดดิคจริงๆ ความหมายมันผิดไปจากที่เราคิดอยู่บ้าง นี่เป็นปัญหานึง อีกปัญหานึงคือเราเข้าใจไปเองว่ามันออกเสียงแบบนี้ แต่จริงๆ มันอ่านอีกแบบ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อ listening ตามมา

ขั้นที่สามคือ นำ list คำศัพท์เหล่านั้นมาเข้า vocabulary.com ครับ เว็บนี้ฟรีครับ ในภาพนี้คือตัวอย่างของ TOEFL list 500 คำของผม

toefl-001

เวลาเราใส่คำศัพท์ลงไป vocabulary.com จะมีประเมินให้ว่าเรามีโอกาสที่จะพบคำจาก family นั้นมากน้อยขนาดไหน ถ้ามันเป็นคำที่เป็นหมื่นหน้าถึงจะเจอที ผมว่าก็ไม่ต้องสนมากก็ได้ครับ แต่ถ้ามันน้อยกว่า 1,000 นี่ผมว่าเข้าขั้นต้องรู้ ถ้า 1,000-5,000 นี่ก็น่ารู้ แต่ละคำก็จะมีตัวอย่างประโยค ซึ่งดีมากครับ ดึงมาจากแหล่งต่างๆ ช่วยให้เข้าใจขึ้นเยอะ

toefl-002

ส่วนความหมายของประโยคนี่ บางทีก็อธิบายดี บางทีก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง

toefl-003

ผมเองหาแอพ Learner’s Dictionary มาติดเครื่องไว้ครับ คำไหนไม่ค่อยเข้าใจก็เปิดดิค ที่ใช้อยู่คือ Oxford Advanced Learner’s 8 ก็โอนะครับ

toefl-004

จากนั้นเข้าไปที่ส่วน Practice แล้วก็ฝึกไปเรื่อยๆ จะได้ 100% Mastered ครับ อันนี้จะสะดวกกว่ามากถ้าทำในแอพ iPad

toefl-005

แต่ไม่ใช่ว่า 100% แล้วจบนะครับ อาทิตย์ต่อมาก็ลืมแล้ว ก็ต้องทบทวนเป็นระยะครับ


Step 2: Grammar

Grammar จะสำคัญกับ reading และ writing ครับ ถ้าไม่รู้ grammar ก็ไม่เข้าใจ part of speech ก็อ่านไม่รู้เรื่อง เวลาเขียนก็ผิด จริงๆ Grammar ไม่ต้องเอาจนเป๊ะก็ได้ครับ แค่พอเข้าใจ เดี๋ยวตอนฝึก Writing จะได้กลับมา reference อยู่เรื่อยๆ เลย ผมว่า Grammar skill เกิดจริงๆ ตอนฝึก Writing

ผมพยายามหา Online Grammar Course สำเร็จรูป แบบเข้าเรียนคอร์สเดียวมีวิดีโอมีแบบทดสอบให้พร้อมเลย (จริงๆ คือคาดหวังเว็บ Treehouse ในเวอร์ชั่น Grammar) แต่มันไม่มีครับ ลองเข้าไปดู Udemy ก็ไม่มีคอร์สไหนที่ผมรู้สึกโอเคเลย คือผมเคยชินกับการเรียน online programming ซึ่งเงิน $10 ใน Udemy เราสามารถซื้อคอร์สเป็น 10-20 ชม.ได้เลย อันนี้มาขาย 1-4 ชั่วโมง $10-20 นี่ คือผมไม่คิดว่าเวลาเท่านั้นจะติว Grammar ได้มากเท่าไหร่ (จริงๆ เป็นพันก็ยอมจ่ายนะ ถ้ารู้สึกได้ว่าน่าจะคุ้ม)

วันนี้ลองมาเสิร์ชอีกครั้งเจอบางคอร์สเหมือนกันครับที่จำนวนชม.เยอะพอ สงสัยลดราคาเป็นช่วงๆ (แต่ใจจริงก็ยังอยากให้มีคอร์สที่ระบุมาเลยว่า Grammar for TOEFL)

toefl-006

Solution ที่คิดว่าเวิร์ค

  1. ซื้อหนังสือมาอ่าน เอาแบบสรุปๆ ที่สำคัญไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ ส่วนตัวผมก็ยังไม่เจอเล่มที่ถูกใจเหมือนกัน แต่ไปซื้อหนังสือไทยมาเล่มนึง จำชื่อไม่ได้เหมือนกันครับ แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยโอนะ
  2. อยากรู้เรื่องไหนดู Youtube เอาเลย
toefl-007
  1. Youtube อย่างเดียวมักไม่พอครับ ต้อง google หา reference เพิ่มเติม ที่ผมเข้าบ่อยๆ เช่นเว็บ Grammar Bytes (มีเว็บอื่นอยู่แต่ไม่ได้ bookmark ไว้แล้วครับ)

Step 3: Reading and Listening

จริงๆ ไม่เรียกว่า Step 3 เท่าไหร่ครับ เพราะสองส่วนนี้เป็น skill ที่ผมแทบไม่ได้ฝึกเลยในช่วง 1 เดือนนี้ แต่มันเป็นสิ่งที่ทำในชีวิตประจำวันอยู่แล้วมาสองปีแล้วน่ะครับ ก็บอกได้แค่อ่านเยอะๆ ฟังเยอะๆ ครับ เรื่องที่เราสนใจ ยังไงมันก็ต้องมีที่เป็นภาษาอังกฤษ

อย่างผมเองสนใจเรื่อง tech startup, programming มันก็เลยมีให้อ่านให้ดูเยอะครับ หาอ่านตาม Medium หรือดู TED talk เอาก็ได้ครับ

ปกติผมอ่านไม่เปิดดิค ฟังไม่เปิดซับ แต่ช่วงเตรียมสอบ คำไหนไม่แน่ใจผมเปิดดิคเลยเกือบทุกคำ เพราะไม่งั้นมันจะเกิดปัญหาที่กล่าวข้างต้นคือ คิดว่ารู้แต่จริงๆ ไม่รู้ ส่วนฟังก็คือเพื่อให้เก็บได้ทุกคำว่าพูดว่าอะไรบ้าง


หนังสือที่แนะนำ

ผมใช้เล่มนี้ครับ Barron’s TOEFL iBT with Audio CDs and CD-ROM ผมว่าตัวอย่างข้อสอบส่วน Reading และ Listening เขาทำได้ดีมาก ส่วน Speaking กับ Writing ก็ดีครับ แต่มีแค่ 8 ชุด ซึ่งไม่พอจะ build skill ได้ ต้องหาแหล่งภายนอก (ผมไม่ได้อ่านส่วน academic skill ของ Barron เลยนะครับ จริงๆ เป็นเนื้อหาหลักของเล่ม แต่ผมว่ายาวไป)

toefl-013

Step 4: Writing

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมจำเป็นต้องฝึกมากที่สุด เพราะ U ที่จะเข้าดันกำหนด minimum requirement เอาไว้ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าการที่เราจะ writing ได้ดี จำเป็นต้องมีคนคอย feedback ที่เราเขียนว่าเขียนดีไหม ผิดเยอะหรือเปล่า การเลือกใช้คำดีหรือเปล่า

แต่ความเป็นจริงที่ค้นพบก็คือ

  1. ใน Internet ไม่มีบริการตรวจ essay แบบบรรทัดต่อบรรทัดที่ราคาถูกและดี (เท่าที่ลองหามาซักระยะ)
  2. เราสามารถเขียนดีขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใคร feedback

ข้อหนึ่งก็คือ จริงๆ ผมได้สมัครบริการหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเขาจะ feedback มาให้บรรทัดต่อบรรทัด ซึ่งสรุปว่าเขา feedback มาเป็นคะแนน ซึ่งเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่างานเขียนของเรามีปัญหาตรงไหน ผมเองได้พยายามหาบริการรับตรวจ essay อยู่นาน สุดท้ายก็ไม่พบที่รับตรวจในราคาที่เรา affordable

สุดท้ายก็เลยเหมือนสถานการณ์บังคับให้ไปข้อสอง หลังจากเขียนไปเขียนมาก็รู้สึกว่าเราเขียนได้ดีขึ้นจริงๆ นะ เพราะเมื่อเราเขียนไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่าเราไม่อยากใช้ศัพท์เดิมๆ เราจะพยายามเขียนให้ดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ดี เราก็จำเป็นต้องมี tool ช่วย ดังต่อไปนี้ครับ


Grammarly.com

Grammarly.com เป็นเว็บสำหรับตรวจทาน Grammar ของสิ่งที่เราเขียน โดยตรวจได้ฟรี และมีแบบเสียเงิน เว็บบอกว่าแบบเสียเงินตรวจได้ละเอียดกว่า ผมเลยสมัครแบบเสียเงินไปเลย เดือนละราวๆ 900 แต่จะบอกว่า ใช้แบบฟรีก็ได้ งานเขียนในระดับสอบ TOEFL มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น 

หน้าตาประมาณนี้ครับ เรา paste essay ของเราลงไป เว็บจะบอกเราว่าเราควรแก้ตรงไหนบ้าง แก้อย่างไรดี มีจำนวนคำเท่าไหร่ (สำคัญเพราะ TOEFL มีจำนวนคำที่เราควรเขียน)

toefl-008

ดูตัวอย่างงานเขียนเยอะๆ

คือพออ่านไปเยอะๆ เราจะรู้สึกว่ามันมี Writing style บางอย่างที่เราชอบ ลองดูเว็บพวก Bangkok Post, BBC อะไรพวกนี้ดูครับ หาเอาที่เราชอบและพอรู้เรื่อง (อย่างส่วนตัวผมเองผมว่า The Economist นี่ภาษาสวย แต่ยากไปที่เราจะเขียนได้แบบนั้นในระยะสั้นๆ)

จริงๆ ส่วนตัวผมชอบ style การเขียนของคนที่เขียน blog ลง medium แต่ต้องเข้าใจว่าพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ formal writing จึงไม่ค่อยเหมาะจะนำมาเขียนในสอบเท่าไหร่


หนังสือที่แนะนำ

หนังสือพวกนี้จะสอนเราว่าเราควรเขียนอย่างไรถึงจะได้คะแนนดี ยอมรับว่าโหลดเถื่อนมาหลายเล่ม เล่มที่รู้สึกว่าเวิร์คคือเล่มนี้ครับ Barron’s Writing for the TOEFL iBT: with Audio CD แต่จริงๆ ผมไม่ชอบ writing style ใน essay ที่ Barron นำมาเป็นตัวอย่างเท่าไหร่ มันดูเป็น pattern เกินไป แหละไม่ค่อย wow

toefl-009

Speaking and Writing Strategies for the TOEFL iBT  เล่มนี้มี framework ที่ดีให้เราทำตามเพื่อให้งานเขียนมันออกมาดีขึ้น แต่ละเอียดไปนิด สุดท้ายผมเลยอ่านผ่านๆ เอาคอนเซปท์เฉยๆ

toefl-010

คอร์สที่แนะนำ

ใน coursera หรือ MOOC อื่นๆ (เช่น edX, FutureLearn) จะมีสอน writing เยอะอยู่ครับ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน ดีอยู่ครับ

toefl-012

เขียน เขียน เขียน และเขียน

สุดท้ายคือ เอาตัวอย่างข้อสอบจากหนังสือแหละครับ มาเขียนๆๆ ไปเรื่อยๆ เขียนเสร็จก็เอาไปตรวจใน Grammarly เดี๋ยวดีเอง ที่ผมเตรียมสอบคือ ผมเตรียมเรื่องเขียน 15 วัน เขียนวันละ 3 essay ก็รวมๆ เกือบ 50 essay ช่วงแรกๆ ที่เขียนมีปัญหาในการนึกคำ ก็เปิด Thesaurus ไปด้วยครับ คำไหนไม่แน่ใจก็ google ไปเรื่อยๆ จะมีพวก word choice ที่คนถามกันเยอะๆ อยู่แล้วครับ


Step 5: Speaking

ส่วนตัวผมว่าอันนี้ยากสุด แต่เท่าที่อ่านดู เราไม่จำเป็นต้องพูดให้ได้เหมือน native แต่ต้องพูดแล้วคนฟังเขาใจ ซึ่งมันจะมีอยู่สองประเด็นที่สำคัญ

  1. ออกเสียงให้ถูก
  2. พูดให้รู้เรื่อง

ออกเสียงให้ถูก

เท่าที่ผมหามา ผมพบว่าที่เวิร์คที่สุดคือ Online course ของอาจารย์อดัมครับ ผมไปสมัครคอร์ส English Pronunciation Course มา เนื้อหา 6 ชม. ราคา 1,200 บาทครับ (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ 55) หน้าตาประมาณนี้ครับ

toefl-011

ที่ผมแนะนำคอร์สอาจารย์อดัมก็คือ อาจารย์อธิบายวิธีการออกเสียงได้เข้าใจอย่างมาก อย่างเช่น บอกว่าเสียงสระตัวนึง (จำไม่ได้แล้ว) มันไม่ใช่สระโอนะ มันคือกึ่งๆ โอ กึ่งๆ เอ (จำเป๊ะๆ ไม่ได้ครับ แต่เขาสอนประมาณนี้)

คือหลังจากดูคอร์สอาจารย์แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมออกเสียงมาทั้งชีวิตมันผิดหมดเลย ก็เลยสิ้นหวังแล้วครับ ไม่มีทางปรับทันได้แน่นอนในไม่กี่วัน 55 สอบมันไปทั้งๆ งั้นแหละ

อีกเว็บนึงที่ดีคือเว็บนี้ครับ Phonetics by University of Iowa  คือจะบอกเราทีละเสียงเลยว่าแต่ละเสียงออกเสียงอย่างไร ทำปากยังไงเวลาพูด ก็ดูประกอบกับอาจารย์อดัมครับ


พูดให้รู้เรื่อง

อันนี้ถ้าเราสามารถเขียนให้รู้เรื่องได้ ลำดับความคิดได้ เดี๋ยวการพูดมันก็จะโอขึ้นเอง แต่อย่างไรก็ดีเราก็ต้องพูดๆๆๆๆ เยอะๆ ครับ เหมือนการเขียนแหละ ช่วงแรกๆ ก็จะนึกคำไม่ออก พูดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คล่อง

เนื่องจากข้อสอบ TOEFL หลักๆ มันคือให้เราพูดสรุปเรื่องที่เราอ่านหรือฟัง เพราะงั้นวิธีที่ผมใช้ก็คือ อ่านบทความ หรือฟัง TED talk แล้วพูดสรุปประเด็นสำคัญในนั้นครับ พูดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคล่องขึ้นเอง

ผมว่าตอนสอบจริงผมพูดสรุปและลำดับความคิดพอได้นะ ปัญหาที่ได้คะแนน speaking น้อยเพราะที่พูดมาทั้งหมดมันออกเสียงไม่ถูก มันเลยฟังไม่รู้เรื่อง


สิ่งที่รู้สึกว่าไม่เวิร์ค ไม่แนะนำให้เสียเงิน

นั่นคือเว็บนี้ครับ The 7 Step System to Pass the TOEFL iBT +  พอดีสมาชิกหมดอายุแล้ว ไม่ได้เก็บ screenshot ไว้ แต่คือ เป็นเว็บ moodle ครับ ข้างในก็จะมี section ต่างๆ vocab, grammar, reading, writing ฯลฯ ดูจำนวนแล้วค่อนข้างเยอะน่าสนใจ แต่พอเข้าไปจริงๆ quality ไม่ค่อยโอเคครับ


Tools อื่นๆ

จริงๆ ใน Internet ยังมีเว็บที่สอนภาษาอังกฤษสำหรับ TOEFL อีกเยอะครับ หลายเว็บก็คิดราคาเป็นหมื่นเลย ซึ่งอาจไม่ค่อยคุ้ม สำหรับ free tools ที่มีคนอื่นแนะนำมานะครับ ก็อย่างเช่น

NoteFull

ในอินเตอร์เน็ตจะมีหลายคนแนะนำให้ลองดู Youtube channel ของ NoteFull ครับ เขาบอกว่าดีมาก แต่ผมไม่ได้ดูนะ

Engvids.com

เป็นแหล่งรวมวิดีโอสอนภาษาอังกฤษ อันนี้ก็ดีอยู่ครับ ลองดูได้ที่ engvids.com จริงๆ เว็บนี้ถ้า organize ข้อมูลดีๆ นี่ทำ online course ดีๆ ได้เลยนะ

Grammar Girl

จริงๆ ออกแนว tips เกี่ยวกับ grammar มากกว่า แต่ผมว่าดีนะ ลองดูได้ที่เว็บเขาหรือหนังสือครับ


สรุป

ส่วนใหญ่ resource ที่จำเป็นมันจะฟรีครับ มีแค่หนังสือแหละที่เสียเงิน ก็อาจจะซื้อแค่ Barron TOEFL มาซ้อมทำข้อสอบ ราคาพันกว่าบาท  เล่มอื่นถ้าซื้อก็ดีครับ และก็คอร์สอ.อดัมครับ รวมต้นทุนจริงๆ ไม่กี่พัน ผมว่าสำคัญสุดถ้าอยากได้คะแนนดีคือการทุ่มเวลาในการฝึก skill ต่างๆ มากกว่าครับ พยายามฟัง พูด อ่าน เขียน ทุกวัน เดี๋ยวมันก็เก่งขึ้นเอง

You Might Also Like

16 Comments

  • Reply Michael Buckhoff 23 December 2015 at 17:47

    First of all, thank you for putting a link to my Online TOEFL Course on your web page: )

    Second of all, scoring over 100 on the TOEFL exam is not easy, but, as you know, many students reach this goal on a monthly basis. What do students who score above 100 have in common? They all have a lot of exposure to English on a regular basis for an extended period of time. In other words, these high-scoring TOEFLers spend time reading magazines, newspapers, and longer books, and they watch English television and radio, often paying attention to news, documentary, history, and science programs. In addition, these English learners spend a lot of time talking to native English speakers even if it means reaching out to them by using Skype or by attending Toast Masters meetings in their own countries.

    Finally, in addition to getting regular exposure to English, these test-takers will spend a few weeks or maybe a few months preparing for the TOEFL exam by using a book or by using an Online TOEFL Course. Then, once these students feel comfortable with the format, structure, and test-taking strategies , they will register for the exam.

  • Reply Nick 5 December 2016 at 14:43

    ขอบคุณมากครับ จะลองทำตามดูครับคะแนน สอบมาหลายรอบผมวนเวียนอยู่ 80 อยากแตะ 100 บ้าง

    • Reply Rath Panyowat 5 December 2016 at 16:16

      ยินดีครับ ขอให้ได้นะครับ

      คืออยากบอกว่าทำให้ได้ 100 นี่สำคัญมากนะครับ ไม่ใช่แค่เพราะจะได้เข้าเรียนได้ แต่คืออย่างผมเองได้ 99 พอมาเรียนจริงต้องบอกว่ามีปัญหาพอสมควรกับเรื่องภาษา คือถ้าได้น้อยกว่านี้นี่ผมว่ามีโอกาสสูงมากที่ถึงได้มาเรียนแต่ก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ

      อย่างไรก็สู้ๆ นะครับ 🙂

  • Reply Nui Pittie 22 January 2017 at 12:17

    เป็นข้อมูลที่ดีมากเลยค่ะ กำลังหาข้อมูลด้านการเรียนภาษาอยู่พอดี
    เปิดมาเจอบทความนี้ทำให้พอจะมองเห็นลางๆว่าจะไปทางไหนต่อดี

    ขอบคุณสำหรับบทความ และประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันนะคะ

    • Reply Rath Panyowat 22 January 2017 at 20:25

      ยินดีครับ ดีใจที่ชอบนะครับ 🙂

  • Reply Sukkin Pungchim 21 February 2017 at 05:25

    อ่านแล้วอ่านอีก ปลุกใจค่ะ5555 อยากมีapp glossary คลังศัพท์ของตัวเองที่จดไว้ ทวนแล้วทวนอีก
    กราบขอบพระคุณอุปป้ะนะคร๊า

    • Reply Rath Panyowat 22 February 2017 at 10:34

      จัดไปฮะ ขอให้ได้ขอให้โดน 55

  • Reply Wirawit 5 May 2017 at 05:58

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ

  • Reply Thun 9 July 2017 at 06:30

    เฮ้ย คือดีน้องรัฐ ขอบคุณมาก กำลังจะลองอีกรอบเลยเปิดมาเจอ เกลียด Speaking มาก ให้สื่อสารมันก็ได้อยู่ ให้มานั่งอธิบายนี่ตกใจคิดไม่ออก เดี๋ยวจะไปลองคอรืสอาจารย์อดัม ขอบคุณน้า

    • Reply Rath Panyowat 9 July 2017 at 11:07

      จริงๆ ถ้าไม่ซีเรียสว่าต้องเป็น American accent ดูพวก BBC อะไรแบบนี้ก็ได้นะครับ

  • Reply Mew 7 October 2017 at 03:48

    Thank you so much for your good information, I will follow your tip to reach that score. 🙂

  • Reply นพรัตน์ พิศาลวรพงศ์ 15 October 2017 at 01:16

    เหมือนได้ดึงattitude ตัวเองกลับมาอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีนะคะ

  • Reply Rungaroon 11 March 2018 at 09:11

    ขอบคุณค่ะ

  • Reply tah 5 October 2018 at 05:40

    เขียนดีมากเลยค่าาาาาาา

  • Reply ฝ้าย 6 October 2018 at 22:39

    ขอบคุณสำหรับการแชร์ข้อมูลดีๆค่ะ เป็นประโยชน์อย่างมากเลย

  • Reply เนม 5 January 2019 at 17:08

    ขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อมูลดีๆ ก่อนอื่นขอชื่นชมมากค่าสอบได้ 99เก่งมากๆค่ะสำหรับเรานะ
    อ่านบทความนี้ทำให้มีกำลังใจในการสอบให้ได้ 100+ และที่สำคัญคุณช่วยดึงสติให้กลับมาสู้อีกครั้ง

  • Leave a Reply